Tuesday, June 20, 2006

ผมอ่าน “สดับลมขับขาน” (Hear the Wind Sing) ครั้งแรกเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่สามหรือปีที่สี่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่ยังพอจำความรู้สึกในขณะที่อ่านและตอนที่อ่านจบแล้วได้ ซึ่งก็ทำให้ผมตามอ่านหนังสือของมูราคามิต่อมาเรื่อยๆ

ตั้งแต่จำความได้ ผมมีหนังสือเป็นเพื่อนมาเนิ่นนานหลายปี เริ่มตั้งแต่หนังสือนิทานสำหรับเด็ก ขายหัวเราะ มหาสนุก หนังสือโป๊ (จำได้ขึ้นใจอยู่สองยี่ห้อ คือนวลนางกับไทยเพลบอย และ "อากังฟู" ยังเป็นนามปากกาแสนคลาสสิกติดหนึบในความทรงจำ) ก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นตอนชั้นประถมปลายหรือมัธยมต้น ผมยังจำความรู้สึกตอนอ่าน "ตามล่า" (ไม่แน่ใจว่ามี "ล่าปลาวาฬ" ด้วยหรือเปล่า) ซึ่งเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาได้ดี โดยเฉพาะฉากท้องทุ่งและวิถีชีวิตของชนเผ่าในแอฟริกา

ความหนักหนาสาหัสของชีวิตในช่วงนั้นบีบบังคับให้ผมเดินเข้าห้องสมุดโดยไม่รู้ตัว และ "ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า" เล่ม 1 และ 2 เขียนโดย ส. อาสนจินดา ก็เป็นจุดเริ่มต้นนำพาให้ผมหันหน้าเข้าหาหนังสือในเวลาว่างอย่างจริงจัง ผมพบหนังสือทั้งสองเล่มนี้โดยบังเอิญในห้องสมุดของโรงเรียน และฉากชีวิตในวัยหนุ่มของสมชาย อาสนจินดา ก็ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา

ครับ เขียนไปเขียนมาเรื่องก็ทำท่าว่าจะย้อนกลับไปยืดยาว เอาเป็นว่าก่อนจะเขียนถึงประสบการณ์การอ่านหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ ผมขออนุญาตกลับไปสำรวจประสบการณ์การอ่านของตัวเองก่อนก็แล้วกันนะครับ เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้ว มีหลายเรื่องราวซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด

ผมแอบหยิบ "ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า" เล่ม 2 ติดมือกลับมาจากห้องสมุดของโรงเรียนหลังจากตัดสินใจลาออก ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยหรอกครับ พอดีกำหนดวันที่จะต้องคืนหนังสือมันอยู่หลังจากวันที่ผมต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน จะเอาไปคืนก่อนกำหนด ผมก็ยังอ่านไม่จบ เลยถือโอกาสเก็บไว้เป็นที่ระลึก ลูกหลานมาเห็นเข้าจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันมีที่มายังไง

ด้วยความเคารพในประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นของป๋า ส. ผมเหน็บหนังสือเล่มนี้เข้ากรุงเทพฯ ก่อนจะตระเวนตลาดหนังสือเก่าหลังตลาดนัดสวนจตุจักรตามหาเล่ม 1 และ "พรุ่งนี้จะรดน้ำศพ" ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดนี้ (และจนบัดนี้ผมก็ยังตามหาเล่มนี้ไปพบ ไม่ทราบว่ามีท่านใดเก็บไว้บ้างหรือเปล่า) จำได้ว่าผมเอาเล่ม 2 ไปให้พ่อค้าแม่ค้าดู และถามว่ามีเล่ม 1 หรือเปล่า ถามอยู่หลายร้านเขาก็บอกว่าไม่มี จนในที่สุด แม่ค้าคนหนึ่งก็บอกว่าให้ผมลองเข้ามาค้นดูในร้าน

หนังสือเก่านับร้อยเล่มวางสุมรวมกันอยู่ ผมเข้าไปหยิบดูทีละเล่มสองเล่มพร้อมกับทำใจว่าถ้าหาเจอก็คงเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในชีวิต แต่สุดท้ายแล้ว...

ครับ... สุดท้ายแล้วผมก็หาเจอ น้ำเสียงดูไม่ตื่นเต้นเลยใช่ไหมครับ ตอนที่หาเจอผมก็รู้สึกแบบนี้แหละครับ มันงงๆ ยังไงพิกล จะดีใจก็ไม่ใช่ จะตกใจก็ไม่เชิง ใครจะไปคิดล่ะครับว่าจะหาหนังสือเล่มนี้เจอ ปีที่พิมพ์ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ผู้เขียนถึงแม้จะเป็นศิลปินแห่งชาติและนับเป็นครูคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย แต่ก็คงไม่น่าสนใจเท่าพิธีกรเล่าข่าวหรือนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐี

ผมลาออกจากโรงเรียนประจำตอนเรียนจบชั้น ม.2 และหยิบหนังสือเล่ม 2 ขึ้นมาอ่านอีกครั้งตอนเรียนอยู่ ม.5 ตอนนั้นน่าจะหยิบขึ้นมาพลิกดูเล่นๆ แก้เบื่อจากการอ่านหนังสือเตรียมสอบ แต่อ่านไปอ่านมาผมก็อ่านจบไปทั้งเล่ม และอยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนว่าน่าจะลองออกตามหาเล่ม 1 ดู เพราะได้อ่านเล่ม 1 ครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวตอนเรียนอยู่ ม.2 ผ่านมาจนถึงเวลานั้นผมก็จำไม่ได้แล้วว่ามันมีเรื่องอะไรบ้าง และเล่ม 2 ที่เพิ่งอ่านจบไปอีกครั้งก็ทำให้ผมทนคิดถึงเล่ม 1 ไม่ไหว

แม่ค้าคิดราคาหนังสือ 100 บาท ผมเดินยิ้มกลับบ้านราวกับได้รางวัลจากสรวงสวรรค์

ผมจำได้ว่าหลังจากคุณสมชาย อาสนจินดา เสียชีวิตไป มีรายการโทรทัศน์ไปถ่ายทำเรื่องราวของภรรยาและมรดกที่คุณสมชายทิ้งเอาไว้ ตอนนั้นผมยังไม่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ เลยไม่ได้ตั้งใจดูนัก และเรื่องราวของคุณสมชายและภรรยาก็เงียบหายไปเรื่อยๆ จนแทบไม่มีใครพูดถึงอีกแล้วในปัจจุบัน

แต่เรื่องราวความรักของคุณสมชายและภรรยาเป็นหนึ่งในความทรงจำที่มีคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของผม

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ขอผมกลับไปค้นหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก่อนก็แล้วกันครับ

4 Comments:

At 6/20/2006 9:02 PM, Anonymous Anonymous said...

มาเขียนซะให้อยากรู้
แล้วก็ไม่ยอมเล่านะกิตนะ....

รีบๆไปอ่าน แล้วมาเล่าให้เราฟังเลยยย ฮึๆ -*-

ปล..ชอบมูระคุง* เหมือนกัน เพิ่งได้อ่าน hear the wind sing ก็เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เล่มมันบางดี อันอื่นมันหนาอ่ะ งงก่อนจบตลอด (เล่มบางๆก็งง แหะๆ)

ปล2..รีบๆไปอ่านมูระคุงเล่มใหม่ให้จบด้วยละ แล้วเอามาแปลให้เราอ่านด้วยนะ เราขี้เกียจอ่านภาษาอังกิดอ่ะ ^^"

 
At 6/22/2006 1:11 PM, Blogger K. Samphan said...

เล่มใหม่มีแปลออกมาเรียบร้อยแล้ว เรากำลังอ่านอยู่เหมือนกัน

 
At 6/29/2006 12:50 PM, Anonymous Anonymous said...

ความหนักหนาสาหัสของชีวิตในช่วงนี้บีบบังคับให้ผมเดินบนสายรุ้งโดยไม่รู้ตัว

 
At 8/07/2008 4:45 PM, Blogger synnie said...

ขอเชิญร่วมงาน รวมพลคนรักมูราคามิ วันที่ 18 สิงหาคม 2551 ที่ร้าน Parking Toys รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้จากบล๊อกกำมะหยี่นะคะ

gammemagie.blogspot.com

 

Post a Comment

<< Home