<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295</id><updated>2011-11-25T16:11:30.839+07:00</updated><title type='text'>K. Samphan</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>40</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-5560200717024483281</id><published>2007-02-08T18:22:00.001+07:00</published><updated>2007-02-08T18:26:04.424+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>ขึ้นบ้านใหม่ครับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://ksamphan.wordpress.com"&gt;http://ksamphan.wordpress.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-5560200717024483281?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/5560200717024483281/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=5560200717024483281&amp;isPopup=true' title='108 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/5560200717024483281'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/5560200717024483281'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2007/02/httpksamphan.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>108</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-5529566136826233591</id><published>2006-12-22T11:12:00.000+07:00</published><updated>2007-02-05T11:10:48.507+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;ผ่านพบไม่ผูกพัน กับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรียบเรียงจากการเสวนาเปิดตัวหนังสือ "ผ่านพบไม่ผูกพัน" ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2548 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, คมสัน นันทจิต, อธิคม คุณาวุฒิ และ ธนิษฐา แดนศิลป์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คมสัน นันทจิต:&lt;/strong&gt; หนังสือเล่มนี้ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกเหมือนกับอาจารย์ปลอบประโลมหัวใจของคนอ่านในหลายๆ เรื่อง มีความรู้สึกเหมือนกับนั่งอ่านแล้วได้ยินเสียงอาจารย์พูด แล้วก็เอามือโอบ อาจารย์ตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเจตนาให้กำลังใจคนหรือเปล่าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ตอนเขียนผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น คุณอาจจะมีความในใจของคุณ คุณก็เลยอ่อนไหวไป จริงๆ แล้วผมเขียน ผมมีความรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ผมรู้สึก นี่คือสิ่งที่ผมคิด แล้วก็ถ่ายทอดออกไป ในขณะที่เขียนมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมกำลังพูดกับคนทั่วไป พูดกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้อยคำสำนวนในหนังสือเล่มนี้จึงมี “คุณ” มี “ท่าน” แต่ผู้เขียนจริงๆ ผมไม่ค่อยได้เอ่ยถึงเท่าไหร่ มันเป็นเสียงที่เหมือนพูดคุยกับคน แต่ไม่ชัดเจนว่าคุยกับใคร บางทีก็อาจจะเป็นผมคุยกับตัวเองก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อธิคม คุณาวุฒิ:&lt;/strong&gt; ตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่งครับพี่เสก เท่าที่ผมเคยติดตามอ่านของพี่เสกมา ผมพบว่างานเล่มนี้น่าจะเป็นเล่มแรกๆ ที่มีสรรพนามที่พี่เสกพูดถึง คือบุรุษที่สอง พูดถึงคำว่า “ท่าน” พูดถึงคำว่า “คุณ” จริงๆ ก็ยังสงสัยว่าพี่เสกพยายามจะสื่อสารถึงใครเป็นพิเศษหรือเปล่า หรือมีคนประเภทไหนที่พี่เสกคิดว่าสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องพวกนี้ได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ผมคิดว่าในแง่ของการเขียน ในอดีต ถ้าใครที่ตามงานผมมาก็จะเจอคำว่า “ผมอย่างนั้น” “ผมอย่างนี้” อยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นขั้นตอนที่ผมยังพัฒนาไม่พอ คือหมายความว่ายังมีตัวตนเหลืออยู่เยอะ พอมาเขียนชิ้นนี้ คุณจะสังเกตว่าตลอดทั้งเล่ม นอกจากคำนำ มันไม่มีคำว่า “ผม” เลย มีแต่ “ท่านอย่างนั้น” “ท่านอย่างนี้” หรือ “คุณอย่างนั้น” “คุณอย่างนี้” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้หมายความถึงใครโดยเฉพาะ แต่มันเป็นวิธีพูดเหมือนกับว่ามนุษย์เราควรทำอย่างนั้นอย่างนี้มากกว่า ใช้คำว่า “คุณ” ว่า “ท่าน” มันอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นสรรพนามแทนตัวบุคคล แต่ในความเป็นจริงก็คือ คนเราควรจะทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;นี่เป็นแค่สไตล์การเขียน อย่าไปติดอยู่กับมันนาน เดี๋ยวจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อธิคม คุณาวุฒิ:&lt;/strong&gt; ถ้ามองในแง่ของการประเมินงาน พูดในฐานะผู้ผลิตนะครับ อยากให้พี่เสกให้ความรู้พวกเราซักนิดหนึ่งว่า ผ่านพบไม่ผูกพัน เล่มนี้ ถ้าให้ผู้ผลิตงานประเมินงานตัวเองว่ามีข้อแตกต่างจากเล่มก่อนๆ อย่างไรในเชิงทัศนะ และงานเล่มนี้สะท้อนความเป็นไปอย่างไรในตัวของพี่เสกบ้าง&lt;br /&gt;                &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; เอาอย่างนั้นเลยหรือ มันเรื่องใหญ่มากเลยนะ คือก็ไม่ถึงกับเป็นการก้าวกระโดดพ้นจากสิ่งที่ผมเขียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครได้อ่าน วิหารที่ว่างเปล่า ซึ่งออกมาในปี 2544 และเขียนจริงๆ ก็ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ผมก็เริ่มรำพึงรำพันถึงความไม่ถูกต้องของชีวิตที่เป็นอยู่ในสังคม&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;มาถึง ผ่านพบไม่ผูกพัน คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นการผลิตเพื่อลงหนังสือพิมพ์รายเดือน เพราะฉะนั้นเป็นงานชิ้นสั้นๆ แล้วก็ค่อยมาเรียงร้อยเป็นเล่ม ในขณะที่ วิหารที่ว่างเปล่า เป็นงานยาวที่เขียนต่อเนื่อง และมีเนื้อหาเรื่องราวที่เป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;สำหรับ ผ่านพบไม่ผูกพัน เนื่องจากเขียนในพื้นที่ที่แคบ และแต่ละชิ้นสมบูรณ์ในตัวเอง มันไม่มีที่ว่างสำหรับการเล่าเรื่องที่เป็นรูปธรรม แล้วก็อาจจะไม่ใช่เจตจำนงของคอลัมน์ที่ผมเขียน ก็เลยสรุปรวบยอดในทางความคิดออกมา&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ถามว่าความคิดมันเติบโตขึ้นไหม มันก็โตตามตัวผม คือผมยังไม่หยุดเติบโต หมายความว่าทางร่างกายมันเริ่มขาลงแล้ว แต่ในทางสติปัญญาเพิ่งจะเริ่มต้น มันจึงมีอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นมามากกว่างานชิ้นเก่าๆ ถ้าคุณไปอ่านงานอย่าง เพลงเอกภพ หรือบันทึกการเดินทางหลายชิ้นหลายอันที่เขียนมา มันจะเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ ซึ่งวัย 40-50 ของผมเป็นวัยที่ค้นหาสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา หลัง 50 ไปแล้ว โทนเสียงเริ่มเปลี่ยน คล้ายๆ กับเริ่มคลำเห็นอะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นอาจจะพูดได้ว่า ใน ผ่านพบไม่ผูกพัน ผมกล้ายืนยันในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกมากกว่าชิ้นหลังๆ คือฟันธงลงไปเลยว่าผมคิดอย่างนี้ หลังจากผ่านการแสวงหามา เปลืองเหล้าไปหลายลิตรมาก ช่วงเวลาสิบปี ตั้งแต่อายุ 40-50 ก็เป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คมสัน นันทจิต:&lt;/strong&gt; ตอนที่พี่เสกทำงานในรูปของคอลัมน์ในนิตยสาร Travel Guide พี่เสกตั้งชื่อว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” ทีนี้จากการที่เป็นคอลัมน์มาถึงรวมเล่ม พี่เสกเปลี่ยนจาก “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” เป็น “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ตรงนี้ก็อาจจะมีการเดินทางของความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; คำว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” ผมใช้เป็นชื่อคอลัมน์ เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองผ่านอะไรมาในระยะ 4-5 ปีนี่มากเหลือเกิน แล้วก็เริ่มเข้าใจข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต เลยเอาไปตั้งเป็นชื่อคอลัมน์ คุณก็ต้องรู้ประวัติคอลัมน์นี้อีกว่ามันเป็นคอลัมน์ที่ถูกขอร้องให้เปิดขึ้นโดยมิตรสหายที่ไปทำหนังสือเดินทางท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นบรรยากาศของการเขียนจึงต้องเป็นเรื่องของการเดินทาง การเดินทางโดยทั่วไปก็มีหลายระดับ สำหรับผม ในระยะหลังนี่แทบไม่ได้ไปไหน นอกจากไปนอนป่าเดือนละครั้ง ผมคิดว่าคำว่า “เดินทาง” ของผม ส่วนใหญ่ก็คงต้องหมายถึงเดินทางในชีวิต ผมก็ใช้ชีวิตมา เปรียบชีวิตเหมือนการเดินทาง แล้วก็ค้นพบอะไรๆ เมื่อเราผ่านตรงนั้นมาแล้วพบอะไรบ้าง&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ในส่วนนี้ผมไม่มีเจตนาอะไรนอกจากเริ่มจะบอกผู้อ่านว่าผมเริ่มพบอะไรบางอย่างแล้ว อาจจะเป็นประเด็นเล็กประเด็นน้อยเกี่ยวกับชีวิต แต่ทำไมมันถึงไม่เป็นชื่อหนังสือ ทีแรกก็จะตั้งชื่อหนังสือว่า “ผ่านพ้นจึงค้นพบ” แต่ผมมีความรู้สึกว่ามันดูอีโก้ไปหน่อย มันดูเหมือนกับโอ้อวดตนเองเกินไป พอดีงานชิ้นแรกที่ลงในคอลัมน์นี้ชื่อว่า “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ผมก็เลยเอา เสี่ยงเหมือนกันที่เอาชื่อนี้มาตั้ง เพราะคนจะเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเสเพล คือพบใครก็ไม่ผูกพัน ผมวันหนึ่งนั่งกับคุณอัศนี โชติกุล ก็บอกว่า “พี่กำลังจะออกหนังสือใหม่ ชื่อ ผ่านพบไม่ผูกพัน” คุณอัศนีก็หัวเราะใหญ่ “อ๋อ พี่หมายถึงกิ๊กใช่ไหม” “เฮ้ย ไม่ใช่ นี่เป็นหนังสือธรรมะทั้งเล่ม”&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;คือตามหลักธรรมหมายความว่า อย่าไปยึดติด ในที่สุดวิธีแก้ปัญหาของผมก็คือต้องเอาภาษาอังกฤษมาใส่ไว้ด้วย คุณจะเห็นว่ามีภาษาอังกฤษอยู่ Unattached Encounters ซึ่งหมายถึงถอนตัวจากความผูกพันต่างๆ คือปล่อยวางนั่นเอง ความหมายของมันคือปล่อยวาง ทีนี้คนที่ไม่ได้อ่านเนื้อในก็บอกว่าอาจารย์เสกหันมาเขียนเรื่องกิ๊ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อธิคม คุณาวุฒิ:&lt;/strong&gt; ในงานเขียนนี้มีน้ำเสียงของความเป็นพระค่อนข้างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ผมเป็นนักบวชมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมามันไม่ค่อยบรรลุอะไร เพียงแต่ว่าช่วงหลังนี่ค่อยเข้าใจมากขึ้น คือชีวิตมันค่อยๆ คลี่คลาย พอดีช่วงหลายปีมานี้ผมมีปัญหาส่วนตัวมาก คนที่นินทาผมอยู่ในห้องนี้คงพอจะจำได้ คือชีวิตผมมีการพลัดพรากกับลูกกับเมีย แล้วก็อยู่โดยลำพังเป็นปี อยู่กับหมาอีกตัวหนึ่ง เมื่อเราค้นพบว่าชีวิตมันเป็นอนิจจัง มันหยุดคิด สิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นบางทีเรารักษาไว้ไม่ได้ จากอนิจจัง ทุกขัง ผมก็ใช้เป็นบันไดไต่ไปเข้าใจอนัตตา ซึ่งผมไม่ได้ยืนยันว่าผมเข้าใจมันทั้งหมด แต่ผมมีโอกาสเข้าใจมากกว่าเดิม ว่าเมื่อมันไม่มีความเที่ยงแท้ถาวร เพราะฉะนั้นเราจะมองตัวเองอย่างติดหลงต่อไป มันก็เท่ากับหมุนเวียน ทำซ้ำ ในสิ่งที่มันเป็นความทุกข์ นี่เป็นฐานรากของการเขียนของผม ซึ่งทำให้ผมมองโลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่เปลี่ยนจากขาวเป็นดำ แต่เพราะยกระดับตัวเองขึ้นมาได้อีกขั้นเล็กๆ ขั้นหนึ่ง&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;งานทุกชิ้นในที่นี้ถ้าคุณอ่านหมดแล้ว คุณก็จะพบว่ามันสอนให้คุณมองโลกโดยไม่ยึดติดตัวเอง ทีนี้พอไม่ยึดติดตัวเอง จริงๆ แล้วมันกลายเป็นความสงบ ความนิ่ง แล้วก็เป็นความสุขในความหมายที่ไม่ร้อนรุ่ม ความสุขของผมก็คือ ชีวิตลบด้วยความทุกข์ ไม่ใช่จะต้องไปเป็นนู่นเป็นนี่ แล้วถึงจะมีความสุข เพราะลบด้วยความทุกข์ก็คือลบด้วยความอยาก ความต้องการ ความยึดติดอะไรต่างๆ มันก็เงียบ มันก็สงบ ซึ่งในระยะหลังนี่พอดีผมก็ปฏิบัติในส่วนที่เป็นหลักธรรมอยู่หลายข้อ แล้วจึงแปลงประสบการณ์นั้นมาเขียน&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นวันนี้ใครถามผม เพื่อนฝูงถาม จะมาพูดเรื่องอะไร ผมก็บอกว่า จะมาพูดเรื่องธรรมะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ธนิษฐา แดนศิลป์:&lt;/strong&gt; พอพูดถึงเรื่องธรรมะ พอดีติดตามงานของอาจารย์มาจากเล่ม วิหารที่ว่างเปล่า พอมาถึงงานเล่มนี้ มันเหมือนเป็นภาคต่อ ภาคต่อของเศษศพของดวงดาว ภาคต่อของหลายๆ ตอนที่อยู่ในนั้น แล้วก็รวมมาถึงงานเล่มนี้เห็นข้างในที่พูดถึง แด่หลวงตา ไม่ทราบว่าได้แรงบันดาลใจอะไรจากหลวงตาหรือเปล่า รวมถึงที่อาจารย์พูดว่าอาจารย์เริ่มค้นพบอะไรหลายๆ อย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; สืบทอดจาก วิหารที่ว่างเปล่า ไหม ในทางความคิด ใช่ ในทางจิตวิญญาณ ใช่ เราต้องแยกระหว่างความคิดกับจิตวิญญาณ ความคิดนี่เป็นระดับที่ต่ำกว่า แล้วความคิดนี่อย่าไปยึดมันมาก เพราะสิ่งที่เราคิดหลายอย่างมันถูกกรอกหู ถูกสั่งสอน ถูกครอบงำ มันไม่ใช่เราคิดเองเล่นๆ แต่องค์ประกอบภายนอกทางความคิดมันมา มันทำให้เราหลงยึดติด แต่จิตวิญญาณมันเป็นอีกระดับหนึ่ง มันต้องเป็นประสบการณ์ตรงที่เราสัมผัสเอง คนอื่นๆ สัมผัสไม่ได้ หรือสัมผัสของใครของมัน และเราเองความจริงแล้วแทบจะถ่ายทอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าในแง่นี้ขอให้แยกแยะ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;วิหารที่ว่างเปล่า เป็นงานเขียนที่ใช้ความรู้กับประสบการณ์ภายนอกเป็นตัวตั้ง แล้วถอดรหัสออกมาเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตซึ่งระดับยังไม่สูงพอ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า เราเห็นว่าชีวิตมันอุบัติมาอย่างไร มันวิวัฒน์มาอย่างไร มันเกี่ยวข้องกับจักรวาลอย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ แล้วมันอาจจะพบกับจุดจบแบบที่สึนามิเกิด หรือดาวหางหล่นใส่ ถ้าเราถอดตรรกะออกมา มันจะชัดเจนว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วอย่าหลงใหลได้ปลื้มหรือเตลิดมากเกินไป ต้องมีความสมถะสำรวมในการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;พูดในแง่ของตรรกะเหตุผล คนไทยไม่ชอบ แต่ปฏิบัติจริงๆ ก็ยังยาก แต่พอมา ผ่านพบไม่ผูกพัน มันไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การหาตรรกะเหตุผล ผมไม่กลัวแล้ว ผมพูดออกไปตรงๆ เลยว่าชีวิตเป็นอย่างนี้ เพราะผมเริ่มมีประสบการณ์ตรง เช่น เวลาพูดถึงอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ผมผ่านมาเยอะมาก ตั้งแต่อายุน้อยๆ มาจนกระทั่ง อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ผมพูดว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเหลืออยู่ตัวคนเดียวในโลกกับหมาเป็นแรมปี มันเป็นประสบการณ์ตรง ถ้าคุณบอกว่าคุณรู้จักความเงียบงัน หรือคุณรู้จักความโดดเดี่ยว คุณรู้จักความทุกข์โศก ผมคิดว่าหลายคนไม่รู้ซึ้งเท่าผม เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาข้าวให้หมากิน ก่อนเข้านอนก็หาข้าวให้หมากิน จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นในทางความรู้สึก เป็นประสบการณ์ตรง แล้ววันหนึ่งผมตื่นขึ้นมา ผมก็ค้นพบว่าผมเริ่มคุยกับนก หนู กระต่าย แมลงสาป คุยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มีอยู่รอบๆ บ้าน คุยไปคุยมามันรู้สึกว่าคงเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า ตราบใดที่เรายึดว่าเราเป็นคน ไปคุยกับจิ้งจกมันก็บ้า ใช่ไหม แต่ถ้าเราไม่คิดอย่างนั้น ในเวลานั้นเราไม่รู้สึกเลยว่าเราเป็นใคร ชื่ออะไร เรากลับรู้สึกว่าการมีสิ่งมีชีวิตอยู่รอบๆ ตัว อย่างต้นไม้ จิ้งจก กระรอก อะไรพวกนี้ เป็นสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แล้วก็มีมิตรสหายมากมาย&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ทีนี้ไอ้สำนึกตัวนี้แหละ จริงๆ แล้วผมพลัดหลงเข้าไปในอนัตตาโดยไม่รู้ตัว คือความพยายามจะอ้างความสำเร็จมันเกิดจากเหตุปัจจัยในชีวิต มันพลัดหลงเข้าไปในการไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นในช่วงหนึ่งผมรู้สึกปลื้มปีติขึ้นมาดื้อๆ แล้วก็พยายามทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในประสบการณ์ตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ธนิษฐา แดนศิลป์:&lt;/strong&gt; เป็นการเดินทางภายในของอาจารย์ มีแรงผลักดันจากอะไรหรือเปล่าคะ หลายๆ อย่างเริ่มชัดเจนขึ้น เราเริ่มไม่มองเรื่องข้างนอกแล้ว เราเริ่มกลับมามองว่าสาเหตุหลายๆ อย่างมันอยู่ข้างในเรานี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ก็อย่างที่ผมบอกว่าผมผ่านความทุกข์มามาก และในช่วงที่ผมต้องอยู่โดยลำพัง ผมพยายามจะบอกตัวเองว่า ความทุกข์มันหนักจนกระทั่งทนไม่ไหว เมื่อทนไม่ไหวเราก็บอกตัวเองง่ายๆ ว่าจะต้องไม่ไปคิดว่าเราคือใคร จะต้องไม่ไปคิดว่าเราเคยมีครอบครัว หรือเราชื่ออะไร เราถูกคนนินทาว่าอย่างไร ไอ้การสะกดกั้น ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่เป็นอะไรเลย นอกจากไม่เป็นอะไรเลยแล้วมันยังไม่เป็นเจ้าของสิ่งใดเลย ผมถึงบอกว่าผมพลัดหลงเข้าไปในอนัตตาโดยไม่รู้ตัว คือละทิ้งตัวตน แล้วตรงนั้นมันเกิดโล่ง เกิดความรู้สึกว่ามันสงบ ก็ติดใจ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ภายหลังมาอ่านในตำรา คือผมมีประสบการณ์ตรงก่อน แล้วค่อยมานั่งอ่าน ช่วงหลังก็มาศึกษาวัชรยาน ศึกษามหายาน ศึกษาเซน แล้วก็ศึกษาแม้แต่ทางของเราเองคือเถรวาท ทุกคนพูดตรงกันหมดว่าจิตดั้งเดิมของมนุษย์มันบริสุทธิ์ ถ้าใช้ภาษาพระคือ จิตเป็นประภัสสร สงบ สว่าง และสะอาด&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;โดยไม่ทันรู้ตัว เราพยายามบอกตัวเองว่าเราไม่รู้ว่าเราชื่ออะไร เราไม่เคยมีสิ่งใดที่เป็นของเราอย่างแท้จริง อยากจะบอกว่ามันไม่รู้ตัวว่าฝึกฝนตัวเองอย่างไรจากการยึดถือต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อธิคม คุณาวุฒิ:&lt;/strong&gt; ถ้ามองจากสายตาของคนภายนอกทั่วไป การพูดถึงขั้นที่ว่าหลงลืมไปว่าเราชื่ออะไร มันยากนะครับ เพราะชื่อมันค่อนข้างใหญ่โตพอสมควร มีคำแนะนำให้กับพวกเราไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ถ้าคิดตามสูตรทั่วไป ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังก็จะมีอัตตา นี่เป็นสูตรสำเร็จ ผมเห็นคนไม่มีชื่อเสียงมีอัตตาเยอะแยะ และแสดงออกต่างๆ นานา เช่น ใครแตะไม่ได้ หรือโกรธคนง่าย โลภก็เป็นอัตตา&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;โลภ โกรธ หลง พระท่านสอนพวกเรามาตั้งแต่เด็กๆ นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมผมจึงอุทิศแด่หลวงตา เพราะผมเป็นเด็กวัด อยู่กับหลวงตามา 5 ปี ตั้งแต่ 10 ขวบถึง 15 มันเป็นรากเก่าที่ผมมีมา เพราะฉะนั้นท่ามกลางชื่อเสียงของผม ซึ่งเคยมีมาในอดีต ปัจจุบันนี้ผมไม่กล้ายืนยันนะ เพราะโลกมันเปลี่ยนไปไกล&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ผมยังมีความทรงจำเกี่ยวกับคำสอนของพระอยู่ตลอดเวลา บางครั้งมันอาจจะหลบในบ้าง เช่น ในบรรดากิเลสทั้งหลาย โลภะ โทสะ โมหะ ขออภัยที่ใช้คำพระเยอะ เพราะพระท่านสรุปรวบยอดมาเข้าใจง่าย เดี๋ยวจะใช้คำชาวบ้านธรรมดาให้มากขึ้น ผมเป็นคนที่มีโทสะเป็นเจ้าเรือนมานาน เพราะชีวิตผมมันตีรันฟันแทงมาเยอะ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมก็รู้ทันตัวเองว่าปัญหาใหญ่มันอยู่ที่เรา เป็นคนที่รุนแรง โกรธแล้วรุนแรง ก็พยายามตระหนักตรงนั้นให้มากขึ้น ส่วนโลภนี่เราไม่มีอยู่แล้ว แต่ไหนแต่ไรมา เพื่อนฝูงทุกคนรู้ดี อยากได้อะไรผมทูนหัวทูลเกล้าให้หมด ผมเป็นคนไม่โลภ มีเงินก็แบ่งกันใช้ แต่โทสะนี่ผมมีมาก โมหะก็ไม่ค่อยมี คืออัตตาของแต่ละคนมันบวมไม่เท่ากัน มันจะบวมไปในทิศใดทิศหนึ่ง อย่างบางคนพูดจานอบน้อมถ่อมตนทั้งวัน แต่ถ้าพูดเรื่องเงิน ไม่ได้ มันเอาคนเดียว คือหมายความว่ามันบวมไปในทางโลภ แต่บางคน เงินไม่เอาทั้งนั้นแหละ แต่แตะกูไม่ได้ กูต่อยเลย มันก็บวมไปอีกทิศหนึ่ง&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ก่อนว่าอัตตาของเรามันบวมไปทิศไหน เราจะได้สกัดมันถูก ทีนี้คำแนะนำของผม ผมถึงบอกว่ามันพูดยาก ตรงที่ว่าถ้าพูดกันโดยตรรกะเหตุผล คุณต้องเข้าใจหมด พระสอนยังไง ที่หลวงตาสอนผมมาตั้งแต่เด็กๆ มันไม่ใช่ของยากเย็นอะไร อย่าไปโกรธ อย่าไปโลภ อย่าไปหลง หรือพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  เมตตา กรุณา ก็ชัด มุทิตาชักลำบากขึ้นเพราะต้องยินดีกับความสุขของผู้อื่น ยินดีกับความสุขของผู้อื่นเป็นสิ่งที่คนยุคปัจจุบันทำได้ยากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่า กูต่างหากที่ควรจะเป็นเจ้าของตรงนั้น กูต่างหากที่ควรจะประสบความสำเร็จตรงนี้&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นผมคิดว่า บางทีฟ้าดินก็ใช้วิธีการที่ยอกย้อนหน่อย คือทำให้เจ็บซะก่อน หลายคนที่ยังรู้สึกไม่อยากจะเดินทางธรรมก็ขอให้เจ็บปวดรวดร้าวให้มาก ล้มลุกคลุกคลานให้มาก มันน่าจะเป็นโอกาสทองในชีวิต คือผมเอง ผมขอบคุณที่ชีวิตถึงขั้นที่เรียกว่าเกือบจะสูญเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เจ็บปวดรวดร้าวกับชีวิตในสารพัดสารพันปัญหา ในที่สุดมันก็ทำให้เราตาสว่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ธนิษฐา แดนศิลป์:&lt;/strong&gt; เห็นอาจารย์พูดถึงท่านโอโชใน วิหารที่ว่างเปล่า ได้รับแรงบันดาลใจจากท่านโอโชอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ถ้าจะพูดถึงท่านโอโชโดยตรง ผมไม่ได้รับอิทธิพลจากท่านโดยตรง แต่ผมเป็นคนอ่านหนังสือมาก แล้วอ่านไปทั่ว เวลาเขียนออกมา มันมีสองอย่าง หนึ่ง เขียนเลอะเทอะวุ่นวายเพราะอ่านไปทั่ว สอง เขียนโดยปิดตำราทั้งหมด รู้สึกอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น โดยหวังว่าสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดและคิดมาทั้งหมดมันจะออกมา ถ้าพูดภาษาอังกฤษ ขอใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ synthesize คือสังเคราะห์ออกมาเป็นข้อความ ซึ่งตรงนี้มันก็แล้วแต่เนื้อนาบุญ หมายความว่าแต่ละคนทำได้ไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ผมอ่านของท่านทาไลลามะ ซึ่งผมอ่านมาก เพราะตอนหลังผมติดใจในทางมหายาน เพราะเขาเน้นเรื่องเมตตาสูง เมตตาหมายถึงอะไร เมตตาหมายถึงอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง ทุกข์สุขของคนอื่น เราเหลียวแล ซึ่งมันก็คือการสลายตัวตน ผมชอบพูดกับคนใกล้ชิดว่า วิธีอธิบายเรื่องหินยานกับมหายาน เป้าหมายเขาเหมือนกันคือสลายอัตตา แต่วิธีอธิบายของมหายานเขาจะเน้นเรื่องทางบวก เช่น ท่านบอกเลยว่า ตัวคุณไม่ใช่ของคุณ คุณเป็นส่วนหนึ่งของก้อนเมฆ คุณเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน คุณเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ หล่อหลอมรวมกันขึ้นมาเป็นตัวตนของคุณ อย่าไปคิดว่าการปรากฏตัวของคุณมันเป็นของคุณคนเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เผอิญผมเดินแนวทางนี้มาโดยไม่รู้ตัวเวลาผมเขียน วิหารที่ว่างเปล่า หรือชิ้นอื่นๆ แต่ทางหินยานเราก็บอกว่าตัวคุณไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ถุงอุจจาระเดินได้ ใจคอถ้ายังไม่พร้อมก็รู้สึกว่ามันหนักนะ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;คือความรู้สึกของการได้รับกำลังใจมันต่างกัน เรายังไม่พร้อมมากถึงขนาดที่ว่ามองตัวเองเป็นเพียงซากศพเดินได้ ถ้าถึงขั้นนั้นผมคิดว่าผมคงไม่มานั่งในวันนี้แล้ว คือเราก็ได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คมสัน นันทจิต:&lt;/strong&gt; ในช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด คนส่วนใหญ่พอยิ่งเจ็บปวด ตัวตนเขายิ่งชัด ทำไมตัวเราเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้น แต่ทำไมอาจารย์จึงสลายอัตตาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; ไม่ใช่ๆ อันดับที่หนึ่งอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมไปถึงไหนแล้ว บรรลุอะไรมากมาย เดี๋ยวเกิดการเข้าใจผิด ผมไม่ใช่พระอรหันต์ ผมแค่ค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง อันดับต่อมา ผมคิดว่าอาจจะมีทุนรอนสะสมอยู่สำหรับการที่เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากได้อยากดีในสังคมอยู่แล้ว ส่วนที่ผมมีติดตัวมามันเป็นพื้นฐานอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถูกผลักอีกครั้ง ซึ่งเป็นก้าวใหญ่สำหรับการเข้าใจชีวิต ทีนี้การเข้าใจชีวิตของผมก็มีจุดหมายคือการพ้นทุกข์ อย่างที่ผมบอกไปหลายครั้งแล้วว่า จุดแปรผันคือมันมีความทุกข์ มีความทุกข์มากจนกระทั่งทนไม่ไหวถ้าจะใช้มุมมองดั้งเดิม และโดยบังเอิญ เราก็ปฏิเสธตัวเองด้วยการพยายามจะลืมทุกอย่าง ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิต ทีนี้วิธีที่จะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา มันต้องลืมว่าเราเป็นใครด้วย ตราบใดที่เรายังนึกว่าเราเป็นใคร มันลืมไม่ได้ มันก็เลยพลัดหลงไปอย่างที่ผมบอก พลัดหลงเข้าไปบนเส้นทางของปรมัตถสัจจะที่ผมไม่ทันรู้ตัว คือพลัดหลงไปสู่การที่เราไม่สนใจว่าเราเป็นใคร พอพลัดหลงเข้าไป มันเกิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิต คุณไปเห็นผมในช่วงชีวิตแบบนั้นคุณอาจจะนึกว่าผมบ้าไปแล้ว เช้าขึ้นมาผมก็ทักทายจิ้งจก จิ้งจกตกไปในโถผมก็พยายามช่วยชีวิตอยู่นั่นแหละ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ยกตัวอย่าง ที่ผมพูดถึงยามเช้า จำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง ลำแสงที่มันโลมไล้คลื่นเขา ภาพอย่างนี้ผมเคยเห็น หรือเวลาผมพูดถึงพระจันทร์ส่องเทือกเขาในยามราตรีเหมือนดวงเดือนกำลังห่มผ้าให้ผู้ชายของเธอ คือผมต้องผ่านประสบการณ์อย่างน้อยสองอย่าง หนึ่ง ผมเคยเห็นพระจันทร์ส่องเทือกเขาในยามค่ำคืน สอง ผมต้องเคยถูกหญิงสาวซักคนห่มผ้าให้ ซึ่งทั้งสองฉากผมคิดว่ามันเป็นภาพที่เราแสวงหาได้ และแน่นอน ในทางจิตวิญญาณ ผมก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจกับสิ่งเหล่านี้ ผมถึงเขียนออกมาได้&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ไม่ใช่ว่าเห็นพระจันทร์ เฮ้ย คืนนี้เดือนหงายออกไปตีกบกันดีกว่า คือความรู้สึกมันคนละแบบ แล้วแต่ว่าข้างในคุณมีอะไร พระจันทร์ดวงเดียวกัน เทือกเขาก็เหมือนกัน คนหนึ่งอาจจะอยากพลอดรัก อีกคนหนึ่งอาจจะอยากนั่งสมาธิ อีกคนบอกว่าไปตีกบดีกว่า กบทูตอาจจะออกมาให้เห็นง่าย คือหมายความว่าจุดชี้ขาดมันอยู่ข้างใน ประสบการณ์ภายนอกผมมีอยู่แล้ว ถ้าประสบการณ์ภายในคุณพามันไปอีกทิศหนึ่ง มันก็จะไม่เขียนออกมาอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นวิธีทำงานในแง่ของความเป็นนักเขียน ไม่มีใครลอกเลียนใครได้ นักเขียนแต่ละคน จิตวิญญาณก็ต่างๆ นานา หลายท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็เป็นนักเขียน คงเข้าใจดีว่ามันของใครของมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ธนิษฐา แดนศิลป์:&lt;/strong&gt; ที่อาจารย์เขียนว่า “เหนือบรรยากาศเปลี่ยวเหงาหรือครึกครื้นเกินไป ยังมีแก่นแท้ของการเดินทาง ซึ่งก็คือการพลัดพรากผู้อื่น สิ่งอื่น เพื่อนัดพบกับตัวเอง” จากประสบการณ์นี้ของอาจารย์ อาจารย์อยากจะชี้ชวนให้ผู้อ่านได้เดินทางอย่างเข้าใจชีวิตอย่างไร เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนการเดินทางที่เข้าใจชีวิต หลายคนก็รักการเดินทาง และก็หนังสือหลายเล่มที่ผ่านมาของอาจารย์ก็จะเป็นเรื่องการเดินทางทั้งนั้น อย่างที่อาจารย์เคยพูดว่า ชีวิตผูกติดแนบแน่นอยู่กับการเดินทางเพื่อค้นหาอะไรซักอย่าง แต่เล่มนี้ค้นพบแล้ว อาจารย์จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงนี้กับผู้อ่านอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; การเดินทางมันเป็นแค่การเปิดโอกาสให้เราได้ถอยห่างจากทั้งบุคคล ทั้งสถานที่ และวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคย ทีนี้การถอยห่างมันเป็นเงื่อนไขภายนอก ถ้าเงื่อนไขภายในเราไม่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ บางทีเราก็หล่นไปในเรื่อง เช่น บางคนพอขึ้นรถทัวร์ก็ตีฉิ่งตีฉาบไปตลอด หรือบางคนก็เมาตั้งแต่ป้ายแรกจนถึงป้ายสุดท้าย กลับมายังไม่รู้ว่าไปไหนมา อย่างนี้เดินทางไปก็ไร้ประโยชน์ บางทีอยู่บ้านซะยังมีผลเท่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเราเดินทาง เรายังมีสติ สมมติ เออ บัดนี้เราได้อยู่ห่างจากบ้านเกิดกี่ร้อยกิโลเมตร กี่พันกิโลเมตร ห่างจากบุคคลที่เรารัก เริ่มรู้สึกรู้สาขึ้นมาว่าเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เราคุ้นเคย บางทีมันจะเกิดความรู้สึกนึกคิดใหม่ๆ ต่อสิ่งที่เข้าใจ ขณะเดียวกัน เมื่อไปสัมผัสสิ่งใหม่ก็จะเกิดความรู้สึกนึกคิด มันขึ้นอยู่กับเรามีอะไรข้างใน อย่างผมกับ บก. Travel Guide เคยไปเร่ร่อนด้วยกันที่เสฉวน เพื่อจะตระเวนดูเขาซักลูกหนึ่งที่สูงที่สุดในประเทศจีน วนเวียนกันอยู่เป็นอาทิตย์ มองไม่เห็นยอดเขา ในระหว่างนั้นก็ครุ่นคิด มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังแสวงหาอะไรบางอย่าง คุณอ่านงานเก่าๆ คุณจะพบว่าการเดินทางมันเหมือนกับค้นหาอะไรบางอย่าง ทีนี้ทำไมผมถึงอยากจะค้นหามินยาคองกา มันอาจจะมาชดเชย มันอาจจะมาทดแทนอะไรบางอย่างที่หายไปในชีวิต หรือมันอาจจะเป็นหลักหมายบางอย่างที่เราต้องการจะบอกตัวเองว่าไปถึงไหนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ปรากฏว่าตลอดทั้งสัปดาห์นี่หาไม่เจอ ฟ้าไม่เปิด แล้วขากลับก็นั่งเครื่องบินผ่าน เห็นยอดเขาอยู่ตรงหน้าต่าง เพราะฉะนั้นบางทีสิ่งที่เราค้นหามันไม่ได้อยู่ไกลตัว บางทีอาจจะไม่ต้องใช้วิธีวิจิตรพิสดาร แต่คนเรามักจะไม่ค่อยพอใจอะไรในตัวเอง มองข้ามสิ่งต่างๆ ที่ดีงาม หรือสิ่งต่างๆ ซึ่งเรามีอยู่แล้ว เห็นอยู่แล้ว บางทีมนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ใช้เส้นทางยอกย้อนวกวนมากมายเพื่อจะบอกตัวเองว่า จริงๆ แล้วที่ของเราอยู่ตรงนี้ หรือสิ่งที่เราพอใจ คนที่เราพอใจอยู่ตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็เป็นเรื่องที่ว่าจะต้องมีวิบากกรรมมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนนี่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องความรัก รักตัวเองมากมายแต่บอกว่ารักคนอื่น ก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายแห่งความรักวันละรอบสองรอบ ฉะนั้นบางรอบมันก็ไม่ค่อยสมหวัง ฉะนั้นบางรอบก็ล้มเหลว ถ้าวันหนึ่งไม่เรียนรู้ว่าคุณกำลังสับสนถึงความรักตัวเองกับรักผู้อื่น มันก็จะต้องเป็นเช่นนี้อยู่ แต่ถ้าวันหนึ่งได้เรียนรู้ จะพบว่ารักแท้มีอยู่ จริงๆ คุณพบตั้งนานแล้ว แต่คุณกำลังเวียนไปทั่วโลก อะไรทำนองนั้น ผมพูดทิ้งไว้เป็นนามธรรมก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คมสัน นันทจิต:&lt;/strong&gt; ถ้าเราผ่านพบไม่ผูกพัน ความรักในนิยามของอาจารย์ตอนนี้เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:&lt;/strong&gt; กว่าผมจะมาถึงวันนี้ ผมก็ทำในสิ่งที่ผิดมาเยอะ ผมคิดอย่างนี้ว่า ความรักแท้ ที่ผมอ่านมาตั้งหมด โอโชก็ใช่ อ่านของมหายานก็ใช่ อ่านของคริสต์ก็ใช่ เขาบอกว่ารักแท้คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเขาหมายถึงรักทั้งในแง่ของรักเพศตรงข้าม รักมวลมนุษย์ รักเพื่อน ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งในแง่นี้ก็คือเราต้องไม่เอาตัวเองเข้าไปถือครอง เมื่อไม่เอาตัวเองไปถือครอง เรื่องมันง่ายนิดเดียว ทุกครั้งอยากจะทำเพื่อเขาตลอดเวลา ไม่ต้องไปป่าวร้องว่าฉันทำให้เธอสามอย่าง เธอต้องกลับมาห้าอย่าง อย่างนี้ตีกันตาย ซึ่งคนจะมีจิตวิญญาณถึงระดับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องฝึกฝน ในทางจิตวิญญาณก็เหมือนวิทยายุทธ์ ถ้าคุณไม่ฝึกเลย แล้วอยู่ดีๆ จะกระโดด ไม่มีทางทำได้ มันต้องมาตามลำดับขั้น&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ผมอยากจะบอกว่า มันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา เวลาพูดถึงความรัก คนทั่วไปเข้าใจอีกแบบหนึ่ง ฉันรักเธอ เธอรักฉันทั้งวัน เราอยู่ด้วยกัน อย่าไปยุ่งกับคนอื่น อะไรอย่างนี้ ต้องเป็นของกันและกัน ผูกโซ่ทองร้อยไว้ด้วยกัน ผมมีรูปถ่ายอยู่รูปหนึ่งในหนังสือ รูปนั้นผมตั้งชื่อว่า Love คือเสาสองต้นที่มัดกันด้วยเชือก คือมัดกันไว้จนตายกันไปข้างหนึ่ง หรือตายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมันเป็นการเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรัก ถ้าเราถือว่าเราคือผู้ให้โดยไม่เรียกร้องกลับ และเราคือคนที่ปรารถนาดีต่อคนที่เรารัก หนึ่ง มันไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเขาจะทิ้งเราไป หรือเขาจะทำไม่ดีกับเรา มันก็แฝงไว้ด้วยความเมตตา กรุณา และอุเบกขา แต่ขณะเดียวกันเราต้องฝึกตัวเองว่าเราต้องไม่มีข้อเรียกร้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุดผมอ่านหนังสือที่ชื่อ Conversation with God มีสามเล่มจบ ผมแนะนำให้อ่าน ใครที่อ่านภาษาอังกฤษได้ เสียดายไม่มีการแปล เป็นการตีความคริสต์ศาสนาใหม่หมด และคนเขียนยืนยันว่าเขาเขียนหนังสือเหล่านี้ เขาคุยกับพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเล่มที่สามเขาเขียนไว้ว่า love everyone need no one รักคนทุกคน ผมไม่ได้หมายถึงชู้สาวนะ คุณอย่าตีความผิด แต่ไม่จำเป็นต้องมีใครซักคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความห่างเหิน แต่หมายความว่าอย่าไปปักหลักเรียกร้องจะเอาอย่างนู้น จะเอาอย่างนี้ ถึงเขาไม่มาหาเราก็อยู่ได้ เพราะเราไม่มีข้อเรียกร้องต่อผู้ใด ซึ่งฟังดูแล้วมันดูแห้งแล้ง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นการฝึกตัวเองที่จะเป็นฝ่ายให้ ซึ่งการฝึกตัวเองให้เป็นฝ่ายให้ แท้จริงแล้วก็คือกลยุทธ์ในการสลายตัวตนอีกแบบหนึ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-5529566136826233591?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/5529566136826233591/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=5529566136826233591&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/5529566136826233591'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/5529566136826233591'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/12/2544-40-50-50-40-50-travel-guide-4-5.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-54756899443934539</id><published>2006-11-14T13:27:00.000+07:00</published><updated>2006-11-14T14:02:40.398+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>เมื่อวานแวบไปดู The Village Album ที่ตั้งใจจะดูตั้งแต่เห็นหนังตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็ไม่ผิดหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะนั่งนิ่งๆ เขียนอะไรเก็บเอาไว้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ช่วงนี้สภาวะทางอารมณ์และจิตใจกำลังอยู่ในช่วงไม่ปกติ คือยังนิ่งไม่พอ หลายเดือนมานี้จึงแทบเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย ทำให้ตอนนี้ต้องคิดอย่างหนักหน่วงว่าจะเอายังไงต่อดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงหนังแบบนี้มีประโยชน์ ถ้าได้ดูก็จะได้คิดไปต่างๆ นานา ทั้งแบบฟุ้งซ่านและไม่ฟุ้งซ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นหนึ่งของหนังเรื่องนี้คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการของรัฐ ในกรณีนี้คือเรื่องเขื่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้หนังจะไม่ได้พูดถึงเรื่องเขื่อนตรงๆ และใช้การบันทึกภาพผู้คนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นประเด็นหลัก แต่เพียงเท่านี้ หนังก็สามารถทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวได้มากมายหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ปัญหาชีวิตของปัจเจกบุคคล ครอบครัว หมู่บ้าน จนกระทั่งเรื่องราวที่โยงใยอยู่กับเมืองและชนบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเล็กๆ ของแม่เฒ่าเพียงคนเดียว บางทีก็สามารถสะท้อนภาพโครงสร้างของสังคมโดยรวมได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกับที่ภาพถ่ายเพียงภาพเดียว ก็อาจจะเก็บงำเรื่องราวที่ผ่านมาได้เป็นร้อยเป็นพันปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูหนังแล้วก็หันกลับมามองตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่เริ่มรู้สึกว่าอายุมากขึ้นทุกวัน ผมคิดหนักว่าควรจะดำเนินชีวิตต่อไปแบบไหนดี เพื่อว่าในวันหนึ่งข้างหน้า จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายว่าไม่น่าใช้ชีวิตแบบที่ผ่านมาเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดไปคิดมาก็พาลไปคิดถึงเรื่องอื่น สรุปแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบเสียที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-54756899443934539?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/54756899443934539/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=54756899443934539&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/54756899443934539'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/54756899443934539'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/11/village-album.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-1207011629111219014</id><published>2006-10-20T12:03:00.000+07:00</published><updated>2006-10-20T12:20:46.608+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>เมื่อคืนวันพุธได้รับข่าวดีว่าน้ำกำลังจะไหลรินเข้าใต้ถุนบ้านแล้ว เย็นวันพฤหัสฯ พ่อแม่พี่น้องเลยจัดแจงเตรียมตัวกลับไปช่วยกันขนของหนีน้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทาง ลุงเปิดเทปบันทึกการแสดงสดหนุ่มบาว-สาวปานฟังบนรถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังไปฟังมาก็ได้ยินเพลงนี้ ตั้งใจฟังเนื้อร้องแล้วเห็นว่าเข้าท่าดี คาดว่าหมู่มวลสมาชิกคงยังไม่ค่อยได้ฟังกัน วันนี้เลยเอาเนื้อร้องมาฝาก โอกาสปะเหมาะ บรรยากาศเอื้ออำนวย หวังว่าคงได้ร้องเพลงนี้ร่วมกันให้สมอุรา (เพราะหลายคน ถึงแม้จะยังไม่ใช่ "รุ่นใหญ่" แต่ก็ "อยากมีใครสักคนมาคอยแคร์"--หัวเราะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อเพลง: รุ่นใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัลบั้ม: หนุ่มบาว-สาวปาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิลปิน: ยืนยง โอภากุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภท: อัลบั้มภาคพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำร้อง : สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำนอง: วุฒิชัย สมบัติจินดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื้อเพลง:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กี่สิบหนาวแล้วกี่สิบฝน พ้นมากี่ฤดู&lt;br /&gt;จากหนุ่มน้อยก็ก้าวมาสู่ วันเลี่ยมทองของวัย&lt;br /&gt;รุ่นหนุ่ม รุ่นสาว... เรียก...เรารุ่นใหญ่&lt;br /&gt;แต่ไม่มีใคร เข้าใจจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;* แก่ก็เหงา ยิ่งแก่ยิ่งเหงา เก๋าแต่กร่อยข้างใน&lt;br /&gt;เหนื่อยกับงานยังฝันถึงไหล่ ใครให้ยืมซบอิง&lt;br /&gt;เหมือนสุข...หัวใจ พร้อม...ไปทุกสิ่ง&lt;br /&gt;แต่ความจริง น่ะโครตเหงา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้แต่ยืน มองพระจันทร์ ทุกคืนดึกดื่นไปยันเช้า&lt;br /&gt;ยิ่งได้เห็นฟ้าที่ไร้ดาว หัวใจเก่าเก่าก็ถอนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากมีใครสักคนมาคอยแคร์ ดูแลหัวใจชรา&lt;br /&gt;รุ่นนี้คงเหลือเวลา ไม่มากไม่มายเท่าใด&lt;br /&gt;อยากมีใครสักคนมาเคลียคลอ รอเติมเชื้อฝืนให้ไฟ&lt;br /&gt;ให้โลกรู้ว่ารุ่นใหญ่... ก็ใจเปลี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านชีวิตบนทางที่ยาวไกล หัวใจมันอ่อนมันล้าเกิน&lt;br /&gt;ให้เดินคนเดียวมันเหงาเกินไป *&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครจะรักรุ่นใหญ่ ใครจะสนคนแก่&lt;br /&gt;ใครที่พร้อมจะเข้าใจ ใครจะรักรุ่นใหญ่&lt;br /&gt;พอจะมีบ้างไหม อยากจะขออุ่นหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กี่สิบหนาว แล้วกี่สิบฝน พ้นมากี่ฤดู&lt;br /&gt;จากหนุ่มน้อยก็ก้าวมาสู่ วัยเลี่ยมทองของวัย&lt;br /&gt;แก่ก็เหงา ยิ่งแก่ยิ่งเหงา เก๋าแต่กร่อยข้างใน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-1207011629111219014?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/1207011629111219014/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=1207011629111219014&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/1207011629111219014'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/1207011629111219014'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115829442263128034</id><published>2006-09-15T10:52:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:01:12.017+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 เดินไปเจอ "หยิบสิบ" ชุดแคลสสิกที่เคยฟังตั้งแต่เด็กๆ โดยบังเอิญที่ห้างค้าปลีกต่างชาติ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ก็เปิดฟังแล้วฟังอีกที่สำนักงานบ้านสีฟ้าจนคนอื่นๆ คงนึกด่าในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งสบายใจ ดูเหมือนยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งอยากกลับไปฟังของเก่าๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"บ้านนาป่าร้าง" ของไอ้หนุ้มบ้านหนองสาหร่าย ฟังแล้วอยากออกตามหาน้องนางบ้านนาในทันใด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บ้านนาป่าร้าง/นิค นิรนาม, &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;อัลบั้ม: นิรนาม หยิบสิบ, &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;วางแผง (ซีดี): 1 มกราคม 2543 &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสงจันทร์อันกระจ่าง เคยได้แนบแอบนาง พลางผิวขลุ่ยเป็นเพลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงสะอื้น ฟังระรื่นวังเวง น้องไม่ร้องบรรเลง ให้ข้าสุขใจ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มาบัดนี้แสนเศร้า เหลือเพียงผ้ากับเงา เมื่อจันทร์ฉาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านนาเหมือนเป็นป่าร้าง เห็นแต่กองฟางขาวโพลนเรียงราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องนางเจ้าลืมกลิ่นโคลนสาปควาย ลืมไอ้หนุ่มบ้านหนองสาหร่าย เสียแล้วหนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลืมแม้กระทั่งไอ้ทุย เจ้าลืมเสียงขลุ่ยแห่งบ้านนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลืมที่จันทร์แจ่มฟ้า เจ้ามา โถข้า ริมกองฟาง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวคราวตัวเจ้าหรือนั่น เห็นเขาลือเล่ากัน ตำถากถาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพลอยหัวใจชอกช้ำ เพราะถ้อยปรักปรำเขาลือทั้งบาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาลือ เองชั่วปล่อยตัวตามทาง มีผัวใหม่เปลี่ยนไปมิสร่าง เสื่อมราศรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ็งช้ำเพราะชายบางกอก ถูกคนหลอนหลอก จนสิ้นดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เอ็งเกลียดนี้ ยังมีหัวใจคอยเอ็งมา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;....................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมด้วย "วิมานดิน" สำหรับลูกผู้ชาย (ที่) เกิดมาทำไมต้องมีเมียจ้า!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;วิมานดิน/แอ๊ด คาราบาว, อัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 8 เดอะแมนซิตี้ไลอ้อน (มีนาคม 2537)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อกหักอีกแล้ว อีกแล้ว เจ้าสกุณา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่น้องนางบ้านป่าจากมา แล้วกลายเป็นอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำดวงใจน้อยน้อยเหม่อคอย อยู่ข้ามวันคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟ้าฝนสะอื้นลมร้อน แห้งเหี่ยวใจหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงใจดวงนี้บอบช้ำด้วยความโดดเดี่ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนข้าวรอเคียวผืนนา เฝ้าคอยคันไถ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเป็นวันอับเฉาสุดเหงา จับขั้วหัวใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โถลูกผู้ชายทำไม เกิดมาต้องมีเมีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะหาเมียซักคน (จะหาเมียซักคน) รวยจนไม่สนใจ (รวยจนไม่สนใจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะรักไปจนตาย (จนตาย) ริ้นไรไม่ให้ตอม (ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตเราจะหลอมรวม (ชีวิตเราจะหลอมรวม) จุดร่วม สงวนจุดต่าง (จุดร่วม สงวนจุดต่าง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือไม้เท้าเคียงข้าง (เคียงข้าง) สร้างวิมานชาวดิน (ไม่ได้เป็นตุ๊ด ไม่ได้เป็นตุ๊ด) (ไม่ได้เป็นตุ๊ด) (ไม่ได้เป็นตุ๊ด)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115829442263128034?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115829442263128034/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115829442263128034&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115829442263128034'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115829442263128034'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/09/3-2549-4-1-2543.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115822795310804066</id><published>2006-09-14T16:55:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:32.189+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนาม ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสจนถึงการประกาศเอกราชในปี 1945 (2)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาตินิยมอื่นๆ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงแรกนั้นนำโดยกลุ่มปัญญาชนขงจื้อซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดสำนึกการต่อต้านต่างชาติผ่านทางประวัติศาสตร์นิพนธ์มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากระบบการบริหารของฝรั่งเศสโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนแปลงจากระบบอุปถัมภ์ระหว่างขุนนางขงจื้อกับสามัญชนเป็นระหว่างเจ้าอาณานิคมกับชาวพื้นเมือง กลุ่มปัญญาชนขงจื้อจึงเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการปกครองของฝรั่งเศส แนวทางการต่อสู้นั้นเน้นการโค่นล้มระบอบการปกครองแบบใหม่ของฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบอบการปกครองภายใต้จักรพรรดิแบบเดิมขึ้นมาอีกครั้ง(19)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรกที่สำคัญขบวนการหนึ่งคือ ขบวนการเกิ่นเวือง (Can Vuong Movement) ขบวนการนี้ก่อตัวขึ้นภายหลังการสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กในปี 1883 นำโดยผู้สำเร็จราชการโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) ขบวนการนี้พยายามเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ด้วยการต่อสู้กับฝรั่งเศส การเรียกร้องดังกล่าวทำให้เกิดการลุกขึ้นสู้ในหลายๆ พื้นที่ นำโดยนักปราชญ์ที่ทำการรวบรวมอาสาสมัครและก่อตั้งเป็นกองกำลังรบกระจายไปทั่วดินแดน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทำการรบยืดเยื้อเป็นเวลากว่า 40 ปี คือนับตั้งแต่ปี 1858 จนถึงปี 1896 ขบวนการผู้รักชาติชาวเวียดนามก็ถูกฝรั่งเศสปราบปรามลงได้สำเร็จ การต่อต้านฝรั่งเศสในระยะแรก (ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19) มีผู้ตั้งข้อสังเกตดังนี้(20)&lt;br /&gt;&lt;a id="more-870"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก การต่อสู้ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสในระยะแรกนั้น โลกทัศน์ในการต่อสู้ของประชาชนยังผูกติดกับระบบเดิม คือในสมัยการต่อต้านการรุกรานของจีน เป้าหมายของการต่อสู้จึงจำกัดอยู่ที่การขับไล่ฝรั่งเศสและฟื้นฟูระบบเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สอง จุดอ่อนที่สำคัญของการต่อต้านฝรั่งเศสคือ การขาดศูนย์กลางที่จะชี้นำการต่อสู้ ขบวนการผู้รักชาติต่างรวมกลุ่มของตนเองก่อกบฏเป็นจุดๆ ขาดการประสานร่วมมือกัน ทำให้ฝรั่งเศสปราบปรามได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สาม จักรพรรดิและขุนนางเวียดนามไม่สามารถแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนระดับล่างได้อย่างกว้างขวาง เมื่อเทียบกับความสำเร็จของขบวนการชาตินิยมในสมัยต่อมา เพราะระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้แบ่งแยกชนชั้นผู้ปกครองออกจากประชาชน องค์จักรพรรดิไม่เคยเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชน ส่วนหนึ่งคงเกรงว่าประชาชนจะโค่นล้ม โดยเฉพาะหลังจากที่ราชวงศ์เหวียนปราบกบฏไตเซินลงได้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังคงถือหลักปฏิบัติตามธรรมเนียมแบบเก่า โดยปล่อยให้จักรพรรดิและขุนนางเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนและประเทศชาติ ช่องว่างระหว่างราชสำนักกับประชาชนทำให้การร่วมมือกันต่อต้านฝรั่งเศสไม่มีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สี่ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังมีไม่มากนัก เพราะฝรั่งเศสยังไม่สามารถจัดวางระบบได้อย่างเต็มที่ ประชาชนจึงไม่ได้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากเหมือนในระยะต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่ห้า บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพยายามใช้องค์จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อต้านฝรั่งเศส(21) แต่เมื่อฝรั่งเศสมักจะเลือกเชื้อพระวงศ์ที่ด้อยคุณภาพมาเป็นจักรพรรดิ และอาศัยสถาบันนี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ในเวียดนาม จึงทำให้ความศรัทธาในองค์จักรพรรดิเสื่อมลงจนไม่สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากความล้มเหลวของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของชาวเวียดนาม ปัญญาชนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อสถาบันการปกครองของเวียดนามในช่วงก่อนตกเป็นอาณานิคม และเริ่มตระหนักว่าการเผชิญหน้ากับฝรั่งเศสด้วยกำลังโดยตรงเช่นเดียวกับที่เคยต่อต้านจีนมานับพันปี คงไม่ประสบความสำเร็จโดยง่าย เนื่องจากฝรั่งเศสมีอำนาจและความก้าวหน้าเหนือกว่าเวียดนามมาก อีกทั้งระบบของเวียดนามแต่เดิมเป็นระบบที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และการต่อสู้ตามแนวทางเดิมไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ พวกเขาจึงมองหาแนวทางใหม่ที่ไม่ได้เป็นเพียงการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปเท่านั้น หากยังเป็นแนวทางที่จะสถาปนาประชาคมเวียดนามในรูปแบบใหม่ด้วย(22)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวเวียดนามมีโอกาสรับรู้แนวความคิดและเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อต้านระบบอาณานิคมจากภายนอกน้อยมาก เพราะฝรั่งเศสพยายามปิดกั้น โดยไม่ยอมให้แนวความคิดหรือทฤษฎีใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อระบบอาณานิคมแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนเวียดนามสามารถเรียนรู้แนวความคิดตะวันตกได้โดยผ่านช่องทางอื่นๆ ช่องทางที่สำคัญคือการเรียนรู้ผ่านงานเขียนของปัญญาชนชาวจีนที่เผยแพร่เข้าสู่เวียดนามทางตอนเหนือของประเทศ และการเรียนรู้จากการที่ชาวเวียดนามได้เดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวความคิดของนักปฏิรูปชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อปัญญาชนเวียดนามมากที่สุดคือ แนวความคิดของคังยู่เหวย (K’ang Yu-wei) และเหลียงฉี่เฉา (Liang Ch’i-ch’ao) ทั้งคู่มีแนวคิดเช่นเดียวกับนักปฏิรูปของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียและแอฟริกาว่าจะต้องสร้างประชาคมขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ชาติรอดพ้นจากอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยกระตุ้นให้ขบวนการปฏิรูปมุ่งฟื้นฟูสังคมจากสังคมดั้งเดิมตามจารีตประเพณี ให้กลายเป็นสังคมที่ทันสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ปัญญาชนเวียดนามเปิดรับแนวความคิดจากภายนอกมากขึ้น แนวความคิดเรื่องความรักชาติและชาตินิยมในเวียดนามก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมชาวเวียดนามจะแสดงความรู้สึกในลักษณะของ “ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์” (trung quan) ขณะที่ “ชาติ” (quoc) เป็นส่วนหนึ่งของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์เป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นเมื่อจงรักภักดีต่อกษัตริย์ก็เท่ากับรักชาติด้วย แต่ในช่วงศตวรรษที่ 20 กษัตริย์มีความสำคัญน้อยลง ขณะที่ความรู้สึก “รักชาติ” (ai quoc) เข้ามาแทนที่ โดยมีความคิดว่ากษัตริย์เป็นเพียงผู้นำที่มีอำนาจ เมื่อสิ้นอำนาจ กษัตริย์หรือผู้นำนั้นก็ต้องจากไป หากแต่ชาติจะต้องดำรงคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง(23)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความพอใจของนักปราชญ์เริ่มที่จะไม่หยุดอยู่แค่เพียงการต่อต้านการรุกราน และสนับสนุนอิสรภาพของชาติภายหลังการก่อตั้งรัฐบาลกษัตริย์และอุดมการณ์ขงจื้อเช่นในอดีตเท่านั้น พวกเขาเริ่มยื่นข้อเสนอแผนการสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและอุดมการณ์ โดยกลุ่มนักปราชญ์ได้แบ่งออกเป็นฝ่ายที่ยึดถือประเพณีโบราณ และเสนอแผนการปฏิรูปต่อรัฐบาลอาณานิคม ส่วนอีกฝ่ายเริ่มแสวงหาแนวทางการต่อสู้และอุดมการณ์ใหม่ พร้อมๆ กับเตรียมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ(24)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีขบวนการชาตินิยมในความเข้าใจ “ชาติ” แบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย ผู้นำขบวนการผู้รักชาติในระยะแรกมักจะเป็นผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ต่อต้านฝรั่งเศสของขบวนการเกิ่นเวือง ผู้นำคนสำคัญที่สุดคือ ฟานโบ่ยเจิว (Phan Boi Chau) ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1900 ได้เริ่มปรับแนวทางการต่อสู้ใหม่ โดยจัดตั้งขบวนการยวีเตินเห่ย (Duy Tan Hoi) ขึ้นเมื่อปี 1904 โดยมีเจ้าชายเกื่องเดะเป็นประธาน เหตุที่ฟานโบ่ยเจิวเลือกเชื้อพระวงศ์มาเป็นผู้นำขบวนการก็เพราะต้องการได้รับการสนับสนุนจากเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่า ขบวนการยวีเตินเห่ยมีการกล่าวถึงแนวความคิด “รักชาติ” ตามความเข้าใจในปัจจุบันเป็นครั้งแรก(25) และมีแนวทางต่อต้านฝรั่งเศสด้วยวิธีรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี ฟานโบ่ยเจิวได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการต่อต้านฝรั่งเศส เขาเป็นบุคคลที่ฝรั่งเศสถือว่าเป็นนักปฏิวัติที่อันตรายมากที่สุด(26) วิถีชีวิตทางการเมืองของเขาสิ้นสุดลงเมื่อเขาถูกจับตัวในปี 1925&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จุดจบในวิถีของเขาแสดงให้เห็นความล้มเหลวของขบวนการปฏิวัติ ซึ่งเป็นขบวนการที่ได้รับแรงกระตุ้นทางการเมืองจากชนชั้นสูงในชาติแต่เพียงอย่างเดียว ในฐานะที่โจ (เจิว) เป็นผู้ก่อตั้ง เขาไม่เพียงละเลยปัญหาที่จะเข้าถึงชาวนาที่อดอยากและกระวนกระวายโดยตรง แต่ละเลยการขยายตัวออกเป็นการปฏิวัติประชาชน...”(27)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีขบวนการผู้รักชาติบางกลุ่มที่เห็นว่าควรจะร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาเวียดนามทั้งในด้านการเมืองและสังคม ซึ่งนำโดยฟานจูตรินห์ (Phan Chu Trinh) ฟานจูตรินห์ไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง เขาเห็นว่าการปฏิรูปโดยร่วมมือกับฝรั่งเศสเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะเวียดนามยังมีระดับวัฒนธรรมที่ต่ำกว่ายุโรป และยังไม่พร้อมที่จะนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ ในปี 1906 ฟานจูตรินห์ทำหนังสือเปิดผนึกถึงข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ เพื่อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสทำการปฏิรูปเวียดนาม โดยเฉพาะให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์และระบบราชการแบบจีน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวทั้งสองแนวทางต่างก็ประสบความล้มเหลว เนื่องจากกลไกการปราบปรามของฝรั่งเศสมีประสิทธิภาพสูง และถึงแม้ว่าการจัดองค์กรของนักชาตินิยมในช่วงนี้จะมีระบบมากกว่าขบวนการเกิ่นเวืองในอดีต แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะท้าทายอำนาจของฝรั่งเศส เพราะการที่ไม่ให้ความสำคัญกับการได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานสนับสนุนในหมู่ชาวเวียดนามได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนยังได้รับอิทธิพลจากแนวทางการต่อสู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการลุกฮือเป็นจุดๆ มากกว่าการวางแผนปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ(28)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเข้ามาของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ในขณะที่นักชาตินิยมในช่วงแรกรับแนวคิดมาจากจีน ขบวนการผู้รักชาติในระยะต่อมาก็มีโอกาสได้ศึกษาแนวความคิดของตะวันตกจากหนังสือที่ลักลอบส่งมาจากยุโรปหรือมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสกับตะวันตกโดยตรง เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ไปเรียนในฝรั่งเศส ชาวเวียดนามที่ถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลอดจนชาวเวียดนามที่ทำงานให้กับฝรั่งเศสและมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ จากการได้เรียนรู้แนวคิดของตะวันตก ทำให้พวกเขาจำนวนหนึ่งต้องการให้เวียดนามมีเอกราชและก้าวหน้าแบบตะวันตก การเคลื่อนไหวหนึ่งก็คือ การก่อตั้งพรรครัฐธรรมนูญขึ้นในปี 1923 โดยพรรคเรียกร้องให้มีกฎหมายหนังสือพิมพ์ที่เสรีมากขึ้น ให้โอกาสชาวเวียดนามมีตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้น ให้กำหนดคุณสมบัติในการทำงานด้านกฎหมายที่เปิดกว้างมากขึ้น ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากฝรั่งเศสเท่าไรนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลุ่มนักชาตินิยมที่สำคัญกลุ่มหนึ่งคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผู้นำคนสำคัญคือ เหงียนอ๊ายก๊วก (Nguyen Ai Quoc) ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า โฮจิมินห์ ถึงแม้กลุ่มนี้จะรวมตัวกันเป็นองค์กรในปี 1925 แต่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมีองค์การคอมมิวนิสต์สากลหรือโคมินเทิร์น (Comintern)(29) เป็นผู้ประสานงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เริ่มเข้าสู่เวียดนามตั้งแต่ปี 1903 เมื่อมีการประชุมพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (The Russian Social Democratic Workers Party) เนื่องจากการประชุมครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพทั้งในรัสเซียและในหลายประเทศรวมทั้งเวียดนาม(30) มีหลักฐานบ่งชี้ว่า โฮจิมินห์น่าจะเริ่มศึกษาแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 1919 ระหว่างที่อยู่ในฝรั่งเศส เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ (Tours) ซึ่งจะจัดขึ้นในปีต่อมา อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่ยืนยันว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างแน่นอนคือ รายงานของทางการฝรั่งเศสในปี 1920 ที่ระบุว่าฝรั่งเศสเนรเทศชาวรัสเซียออกจากอินโดจีน เพราะนำแนวความคิดมาร์กซ์-เลนินเข้าไปเผยแพร่ในไซ่ง่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้เข้าสู่เวียดนามอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1920 เป็นต้นมา ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการคือ การขยายตัวของแนวความคิดสากลนิยมในขบวนการคอมมิวนิสต์ยุโรป และความพยายามแสวงหาแนวทางการต่อสู้แบบใหม่ของนักชาตินิยมเวียดนาม(31)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โฮจิมินห์เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดานักชาตินิยมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดคอมมิวนิสต์ บทเรียนทางการเมืองที่สำคัญของโฮจิมินห์มี 2 ช่วง ช่วงแรกคือในระหว่างที่เขาอยู่ในฝรั่งเศส ในปี 1919 เขาได้ยื่น “ข้อเรียกร้องของชาวอันนัม” (Revendications du Peuple Annamite) ต่อที่ประชุมสันติภาพแวร์ซายส์ หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ข้อเรียกร้องของเขาได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือเลอเปิ้ปป์ (Le Peuple – ประชาชน) แต่ข้อเรียกร้องของประชาชนในประเทศอาณานิคมก็ไม่ได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจแต่อย่างใด โฮจิมินห์จึงได้ข้อสรุปว่าจะไม่มีการประนีประนอมระหว่างเจ้าอาณานิคมและดินแดนอาณานิคม ตลอดจนการโค่นล้มระบบอาณานิคมจำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรง ช่วงที่สองคือ เมื่อเขาเข้าร่วมประชุมสมัชชาพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศสที่เมืองตูร์ ในเดือนธันวาคม ปี 1920 และได้ร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสที่แยกตัวออกจากพรรคสังคมนิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โฮจิมินห์มีความประทับใจเลนินในฐานะที่เป็นผู้รักชาติที่ยิ่งใหญ่ และเริ่มศึกษางานของเลนินในปี 1920 โดย “แนวความคิดเกี่ยวกับปัญหาแห่งชาติและอาณานิคม” ของเลนินมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของเขาอย่างมาก หลังจากนั้นเขาก็ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสจัดตั้งสหภาพของชาวอาณานิคมขึ้นในฝรั่งเศส โดยเขาเป็นผู้เขียนคำประกาศ มีความตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ในการเอาหลักลัทธิมาร์กซ์มาใช้ ประชาชนจะต้องได้รับการปลดปล่อย ในการจัดตั้งสันนิบาต (สหภาพ) ประเทศอาณานิคม โดยความสนับสนุนของสหายในประเทศใหญ่ที่เห็นอกเห็นใจต่อความปรารถนาของเรา สิ่งนี้มีความหมายเอื้ออำนวยต่อท่านทั้งหลาย ในการที่จะปลกแอกประเทศชาติของท่าน สันนิบาต (สหภาพ) นี้ ตั้งขึ้นในฝรั่งเศส โดยประชาชนจากประเทศอาณานิคมที่มีจิตสำนึกต้องการปฏิวัติ”(32)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ในปี 1921 โฮจิมินห์ยังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อ เลอ ปาเรีย (Le Paria) นอกจากจะเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในหมู่ชาวอาณานิคมในฝรั่งเศสโดยเฉพาะชาวเวียดนามแล้ว เลอ ปาเรีย ยังถูกส่งไปเผยแพร่อย่างลับๆ ในประเทศอาณานิคมอื่นๆ ด้วย เลอ ปาเรีย ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวเวียดนาม และมีอิทธิพลในการปลุกระดมมวลชนสูง ชาวเวียดนามในเมืองแม่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวการปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ในรัสเซีย อีกทั้งยังได้รู้จักแนวคิดมาร์กซ์-เลนินในฐานะที่เป็นเครื่องมือต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดนี้จึงเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเวียดนามหัวก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่าการเผยแพร่อุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินในระยะแรกยังจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ชาวเวียดนามที่รู้ภาษาฝรั่งเศส และยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการแปลแนวคิดดังกล่าวเป็นภาษาเวียดนามแล้วส่งกลับมาเผยแพร่ในเวียดนาม จนกระทั่งกลางปี 1923 โฮจิมินห์ได้ลอบเข้าไปในโซเวียตเพื่อร่วมประชุมชาวนาชาวไร่สากลที่กรุงมอสโก ในระหว่างการประชุม เขาได้รับเลือกเป็นตัวแทนชาวนาของประเทศอาณานิคม และแปลคำประกาศของการประชุมเป็นภาษาเวียดนามส่งกลับไปยังประเทศของตน ในปีต่อมา เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซ์-เลนินเป็นภาษาเวียดนามอีก 2 ชิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวความคิดคอมมิวนิสต์เริ่มเผยแพร่อย่างจริงจังในเวียดนามราวกลางทศวรรษ 1920(33)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แม้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์กระแสหลักจะเข้าสู่เวียดนามผ่านขบวนการโคมินเทิร์นและโฮจิมินห์ แต่ก็ปรากฏหลักฐานว่าขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet – เวียดนามใหม่) ก็ได้รับอุดมการณ์มาร์กซิสม์เช่นกันโดยไม่ผ่านโคมินเทิร์น พรรคนี้ก่อตั้งราวปี 1925 โดยเป็นที่รวมของนักศึกษาและอดีตนักโทษการเมือง แต่ก็เป็นการรับรู้ที่จำกัด เนื่องจากฝรั่งเศสกวดขันอย่างเข้มงวดในการป้องกันไม่ให้เอกสารเกี่ยวกับแนวคิดมาร์กซิสม์เผยแพร่เข้าสู่อาณานิคม หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงข่าวการปฏิวัติบอลเชวิคหรือสถานการณ์ในโซเวียต อย่างไรก็ตาม เมื่อโฮจิมินห์จัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์ขึ้นครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยได้รับการสนับสนุนจากโคมินเทิร์น อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ก็มีโอกาสเผยแพร่สู่ชาวเวียดนามได้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จุดกำเนิดของขบวนการคอมมิวนิสต์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้นำในขบวนการต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสในเวียดนามมีทั้งผู้นำเดิมของเวียดนามที่สูญเสียอำนาจและกลุ่มปัญญาชน โดยปรากฏออกมาในรูปของขบวนการผู้รักชาติรูปแบบต่างๆ แต่ต่อมาก็พบว่าขบวนการชาตินิยมเหล่านี้ไม่สามารถต่อต้านฝรั่งเศสได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นขบวนการที่อาศัยชนชั้นสูงชาวเวียดนามเป็นหลัก มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการระดมพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เมื่อขบวนการชาตินิยมดังกล่าวถูกฝรั่งเศสกำจัด จึงเหลือเพียงขบวนการคอมมิวนิสต์ซึ่งได้เปรียบขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในเวียดนามตรงที่สามารถรวมตัวกันได้อย่างกว้างขวางและค่อนข้างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการที่จะต้องสืบทอดภารกิจต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสได้ทำลายอารยธรรมดั้งเดิมของเวียดนามไปจนแทบจะหมดสิ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนเวียดนามจากสังคมหมู่บ้านที่เป็นปึกแผ่นและผสมผสานกลมกลืนกัน มาเป็นรัฐที่มีอำนาจควบคุมอย่างใกล้ชิดและเก็บภาษีอย่างเข้มงวด และการที่ฝรั่งเศสมีฐานสนับสนุนเพียงกลุ่มเจ้าที่ดินและขุนนางกลุ่มน้อย จึงเปิดโอกาสให้แนวความคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนาม ซึ่งรวมทั้งอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนินด้วย โฮจิมินห์นั้นเห็นว่าแนวคิดด้านเศรษฐกิจของเลนินสามารถนำไปสู่การปลดแอกอาณานิคมและนำมาซึ่งอำนาจรัฐ แนวคิดนี้ถือว่าขบวนการชาตินิยมที่ไม่ได้อยู่ในโลกตะวันตกมีศักยภาพที่จะเป็นพันธมิตรต่อต้านศัตรูร่วมกัน เลนินได้เสนอว่าพรรคคอมมิวนิสต์ในสังคมก่อนอุตสาหกรรมควรจะร่วมมือกับพลังชาตินิยมอื่นๆ เพื่อดำเนินการปฏิวัติตามแนวทางประชาธิปไตยทุนนิยม หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จะแยกตัวเองออกมาเพื่อดำเนินการปฏิวัติในขั้นต่อไปตามแนวทางสังคมนิยม(34)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภารกิจแรกในการดำเนินงานปฏิวัติคือ การจัดตั้งองค์กรเพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมการสนับสนุนจากกลุ่มพลังชาตินิยมในเวียดนาม โดยในปี 1925 โฮจิมินห์จัดตั้ง “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือแทนห์เนียน (Viet Nam Thanh Nien Cach Menh Dong Chi Hoi – Thanh Nien) ขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ประกอบด้วยผู้ลี้ภัยกลุ่มย่อยๆ ในจีนตอนใต้ อดีตสมาชิกของกลุ่มขบวนการผู้รักชาติอื่นๆ และนักศึกษาปัญญาชน เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์และฝึกอบรมชาวเวียดนามให้กลับไปปฏิบัติการในประเทศ โดยเยาวชนชาวเวียดนามจะถูกส่งไปประเทศจีนเพื่อฝึกหัดวิธีการปฏิวัติ ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งกลับเวียดนามเพื่อวางรากฐานขบวนการปฏิวัติภายในประเทศ ในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี แทนห์เนียนก็สามารถสร้างองค์กรใต้ดินที่มีสมาชิกหลายพันคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดตั้งองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์นับเป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญสำหรับการต่อต้านฝรั่งเศส แต่เดิม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นเพียงแนวความคิดที่เผยแพร่ในหมู่ชาวเวียดนามจำนวนน้อย และมิได้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน โฮจิมินห์ตระหนักดีว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ในสภาพดังกล่าว เนื่องจากการปฏิวัติจะต้องเป็นการรวมพลังกันของปัจเจกชน และหากปราศจากการจัดตั้งองค์กรก็จะไม่มีการปฏิวัติ(35)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การก่อตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามในช่วงปี 1925-1930 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การต่อต้านฝรั่งเศส เพราะนอกจากขบวนการนี้จะเสนออุดมการณ์ใหม่แล้ว ยังมีวิธีการต่อสู้ที่ชัดเจนกว่าขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ในอดีต ดังที่ปรากฏในข้อเขียนของโฮจิมินห์ในหนังสือชื่อ แนวทางปฏิวัติ (Duong Kach Menh – เดื่องแก๊จแหม่นห์) ซึ่งเน้นถึงหลัก 3 ประการดังนี้(36)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การปฏิวัติเป็นหน้าที่ของมวลชนผู้เป็นชาวนาและกรรมกร และมิใช่เป็นของวีรบุรุษไม่กี่คน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมมวลชนให้เข้าร่วมในการปฏิวัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. เพื่อให้ประสบความสำเร็จ การปฏิวัติจำเป็นต้องมีพรรคมาร์กซ์-เลนินเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องก่อตั้งพรรคในรูปแบบใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การปฏิวัติเพื่อชาติจำเป็นต้องจัดร่วมไปกับการปฏิวัติในโลก และชาวเวียดนามต้องกระทำการร่วมกันพร้อมกับชนชั้นกรรมกรทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จของขบวนการคอมมิวนิสต์นั้นเนื่องมาจากความชัดเจนของทฤษฎีมาร์กซ์-เลนินที่เน้นการปฏิบัติ และความสามารถของนักปฏิวัติชาวเวียดนามที่สามารถปรับทฤษฎีดังกล่าวให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางสังคมของเวียดนาม การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามจะเน้นเรื่องคุณธรรมมาก การฝึกอบรมสมาชิกของขบวนการจึงเน้นที่ความมัธยัสถ์ ความยุติธรรม ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความถ่อมตน และจิตสำนึกแห่งการเสียสละ ในปี 1925 ขบวนการแทนห์เนียนประกาศว่า สมาชิกของขบวนการต้องปฏิญาณว่าจะเสียสละเจตจำนงส่วนตัว ผลประโยชน์ส่วนตัว และชีวิตของตัว เพื่อการปลดปล่อยชาติเป็นอันดับแรก (โค่นล้มระบอบอาณานิคมฝรั่งเศสและนำเสรีภาพมาสู่ประชาชน) และเพื่อการปฏิวัติโลกในลำดับต่อไป (โค่นล้มระบบทุนนิยมและสถาปนาระบบสังคมนิยม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปรับทฤษฎีให้สอดคล้องกับการปฏิบัติที่สำคัญอีกประการคือ ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่เน้นเรื่องการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพอย่างเคร่งครัดตามทฤษฎี พวกเขาถือว่าการปฏิวัติเวียดนามจะต้องปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างแนวคิดชาตินิยมและสังคมนิยม เนื่องจากในระยะนั้นผู้นำของขบวนการเชื่อว่าเวียดนามยังไม่พร้อมที่จะปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ความจำเป็นของเวียดนามคือปัญหาเรื่องเอกราชและปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน เมื่อขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอประเด็นดังกล่าว จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับล่างของสังคม และแนวคิดการปฏิวัติทั้งทางด้านการเมืองและสังคมก็ได้พัฒนาเป็นแนวคิด “การปฏิวัติทวิภาค” (Dual Revolution) ซึ่งกลายเป็นแนวทางหลักของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนในเวลาต่อมา(37)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขบวนการแทนห์เนียน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขบวนการแทนห์เนียนนับเป็นก้าวแรกของขบวนการคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม แต่ก็ยังไม่ใช่รูปแบบของขบวนการคอมมิวนิสต์ตามแนวคิดของเลนินอย่างสมบูรณ์ โคมินเทิร์นประเมินว่าเวียดนามยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการปฏิวัติ เพราะเวียดนามยังไม่มีขบวนการชาตินิยมที่เข้มแข็ง และเห็นว่าเวียดนามควรจัดตั้งองค์กรที่มีผู้นำเป็นมาร์กซิสต์และมีเป้าหมายในการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนทุกชนชั้นขึ้นมาเสียก่อน ในปี 1924 โฮจิมินห์ได้รับมอบภารกิจจากโคมินเทิร์นให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคอยให้คำแนะนำสำหรับการก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้นในอินโดจีน(38)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1925 โฮจิมินห์ก็ก่อตั้งองค์กรคอมมิวนิสต์องค์กรแรกขึ้น โดยมีสมาชิก 9 คน หลังจากนั้นเขาก็ขยายองค์กรขึ้นเป็น 3 ระดับ องค์กรแรกเป็นองค์กรระดับนานาชาติ คือ “สมาคมผู้กูกกดขี่แห่งเอเชีย” โดยมีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับชาวเกาหลี จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย ภายใต้แรงผลักดันจากโคมินเทิร์น เพื่อที่จะจัดตั้ง “ขบวนการคอมมิวนิสต์ของเอเชียทั้งมวล” (Pan-Asian Communist Movement) แต่สมาคมนี้ก็ไม่มีบทบาทมากนัก และสลายตัวลงอย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกันนั้นเอง&lt;br /&gt;องค์กรที่สองคือ “สันนิบาตเพื่อการปฏิวัติของกลุ่มคนหนุ่มเวียดนาม” หรือ “แทนห์เนียน” ก่อตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1925 และองค์กรสุดท้ายคือ “สันนิบาตคนหนุ่มคอมมิวนิสต์” (Thanh Nien Cong San Doan) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำระดับสูงของขบวนการแทนห์เนียน มีสมาชิกประมาณ 6-8 คน(39)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภารกิจที่สำคัญของขบวนการแทนห์เนียนมี 3 ประการ ประการแรกคือ การเผยแพร่และอบรมอุดมการณ์แก่สมาชิก มีการก่อตั้งโรงเรียนเพื่อการปฏิวัติขึ้นที่มณฑลกวางตุ้ง และเปิดหลักสูตรการอบรมทางการเมืองเพื่อการปฏิวัติของเวียดนาม ประการที่สองคือ การเคลื่อนไหวในอินโดจีนและไทย โดยการตั้งหน่วยงานของขบวนการขึ้นตามโรงงานและเขตนิคมการเกษตร เพื่อทำการปลุกระดมและกระตุ้นจิตสำนึกของมวลชน ภารกิจประการสุดท้ายคือ การก่อความไม่สงบและการโฆษณาชวนเชื่อภายในอินโดจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากขบวนการแทนห์เนียนแล้ว ยังมีขบวนการชาตินิยมที่สำคัญอีกอย่างน้อย 2-3 ขบวนการที่เคลื่อนไหวอยู่ในระยะเวลาเดียวกัน ขบวนการแรกคือ ขบวนการเตินเหวียด (Tan Viet Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติใหม่) ซึ่งเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เดิมมีชื่อว่า ฝุกเหวียด (Phuc Viet – การฟื้นฟูเวียดนาม) ต่อมาเมื่อรับแนวคิดมาร์กซิสม์ก็เปลี่ยนชื่อเป็น เหวียดนามแก๊กเหม่นด๋าง (Vietnam Cach Menh Dang – พรรคปฏิวัติเวียดนาม) ในปี 1926 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นขบวนการเตินเหวียดในปี 1958&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกขบวนการหนึ่งก็คือ พรรคชาตินิยมเวียดนาม (Viet Nam Quoc Dan Dang) ตั้งขึ้นเมื่อปี 1927 พรรคนี้เป็นที่รวมของกลุ่มนักศึกษาปัญญาชน ข้าราชการในชนบท และนักชาตินิยม โดยได้รับอิทธิพลมาจากพรรคก๊กมินตั๋งในประเทศจีน จึงมีแนวโน้มต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และมีเป้าหมายในการแสวงหาเอกราชและจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย พรรคชาตินิยมเวียดนามมุ่งสร้างเอกภาพของชาติตามทัศนะของชนชั้นกลางเป็นสำคัญ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาของชาวนาและกรรมกร แนวทางการต่อสู้คือการก่อความไม่สงบและต่อต้านฝรั่งเศสด้วยอาวุธทางภาคใต้ของเวียดนามก็มีขบวนการทางการเมืองและศาสนา คือสมาคมกาวด่าย (Cao Dai) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้นับถือศาสนาต่างๆ รวมไปถึงลัทธิบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีวิญญาณ องค์กรนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวนา เนื่องจากสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวเวียดนามในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เชิงอรรถ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;19. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 37&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;20. เรื่องเดียวกัน, น. 40-42&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;21. ต่อเรื่องนี้ โจเซฟ บัตตินเจอร์ ได้กล่าวถึงข้าราชการ (ที่เต็มไปด้วยเล่ห์อุบาย) 2 คน ในสภาผู้สำเร็จราชการ คือโตนเทิ้ดเทวี๊ยด (Ton That Thuyet) และเหงียนวันเตื่อง (Nguyen Van Tuong) ว่าทั้งสองจัดการแต่งตั้งและปลดจักรพรรดิถึง 3 พระองค์นับตั้งแต่พระเจ้าตื่อดึ๊กสวรรคต และในปี 1885 ก็จัดการให้จักรพรรดิฮัมงีเป็นหัวหน้ากบฏ เพื่อทำการลดอำนาจการปกครองของฝรั่งเศสในบางพื้นที่ของอันนำ ดู โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 111&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;22. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 45&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;23. เรื่องเดียวกัน, น. 49&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;24. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 183&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;25. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ 4, น. 49&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;26. เรื่องเดียวกัน, น. 52&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;27. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 119&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;28. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 58&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;29. โคมินเทิร์น ก่อตั้งเมื่อปี 1919 ภายหลังการปฏิวัติบอลเชวิคในรัสเซียเมื่อเดือนตุลาคม ปี 1917 เพื่อเป็นสถาบันส่งเสริมการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย มีที่มาจากแนวคิดสากลนิยมของเลนิน ที่เห็นว่ากลุ่มชาตินิยมในประเทศอาณานิคมก็มีความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านทุนนิยมโลกเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;30. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 59&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;31. เรื่องเดียวกัน, น. 60&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;32. วินัย คุณอุดม (บรรณาธิการ), โฮจิมินห์ (สำนักพิมพ์ประกายพรึก, ไม่ระบุปีที่พิมพ์), น. 32&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;33. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 66&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;34. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 93&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;35. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;36. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 207&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;37. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 68-71&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;38. เรื่องเดียวกัน, น. 74&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;39. เรื่องเดียวกัน, น. 74&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115822795310804066?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115822795310804066/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115822795310804066&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115822795310804066'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115822795310804066'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/09/1945-2-19-can-vuong-movement-1883-ton.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115769973264474462</id><published>2006-09-08T14:14:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:32.117+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>2-3 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสแวะเข้าโรงหนังอยู่หลายรอบ และหลายต่อหลายครั้งก็คิดว่าจะพยายามเขียนถึงหนังที่ได้ดูบ้าง เก็บเอาไว้เป็นความทรงจำส่วนตัว จะได้ไม่ลืมว่าคิดและรู้สึกกับหนังแต่ละเรื่องอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ที่สำนักงานบ้านสีฟ้าเริ่มเงียบเหงา เพราะหนังสือที่ทำเตรียมไว้สำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 11 ที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมนี้เกือบเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ภาระหน้าที่ที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก (ขาดก็แต่คอลัมน์ที่ปั่นไม่ออก อ่านหนังสือไป 2 เล่มแล้ว แต่ก็ยังเขียนไม่ได้อยู่ดี ช่วงนี้เลยต้องขออนุญาตท่านบรรณาธิการเอารายงานที่ทำเอาไว้มาลงแก้ขัดไปก่อน) ช่วงนี้จึงเหมาะที่จะเขียนอะไรบ้าง หัวสมองจะได้ใช้งาน ไม่ต้องคิดวุ่นวายเรื่องอื่นๆ ให้ปวดหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11 โมงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549 อากาศในกรุงเทพฯร้อนเป็นปกติ ผมนั่งรถเมล์คู่ชีพมุ่งหน้าสู่สยามสแควร์ ตั้งใจว่าจะหาหนังรอบเที่ยงดูซักเรื่อง ก่อนที่จะคิดทำอะไรต่อไปสำหรับวันที่เหลือ หนังเรื่องล่าสุดที่ผมดูก่อนหน้านี้คือ United 93 ย้อนไปก่อนหน้านี้อีกก็คือ The Wind That Shakes the Barley ทั้งสองเรื่องล้วนมีแง่มุมให้เขียนถึงมากมาย แต่ถ้าจะเขียนให้สนุก ผมก็คงต้องกลับไปหาข้อมูลทั้งกรณีเหตุการณ์ 11 กันยายน เมื่อ 5 ปีก่อน และกรณีขบวนการกู้ชาติของไอร์แลนด์ ซึ่งจังหวะชีวิตช่วงนี้ไม่มีความมุ่งมั่นมากขนาดนั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่ยังไม่ได้ดู ผมแนะนำให้ลองไปดู The Wind That Shakes the Barley หนังยังฉายอยู่ที่ Lido ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไปถึงโรงหนังประมาณ 10 นาทีก่อนเที่ยง และหนังที่เวลาฉายเหมาะสมที่สุดในเวลานั้นก็คือ Me and You and Everyone We Know&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยผ่านตาชื่อหนังเรื่องนี้มาแล้วจากคอลัมน์ “ดูหนังอย่างคนป่วย” ของคุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา ใน open online แต่ถึงแม้ผมจะเป็นคนตรวจทานบทความชิ้นนี้ก่อนจะส่งขึ้นเว็บไซต์ แต่ว่ากันตรงๆ แล้วก็แทบจดจำอะไรไม่ได้เลย ใครที่เคยอ่านหนังสือเพื่อตรวจความถูกต้องคงจะพอเข้าใจได้ว่ามันแตกต่างกับการอ่านหนังสือเพื่อเอาเนื้อหาสาระมากพอสมควร และนั่นแหละครับ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นในใจผมตอนที่เห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่หน้าโรงก็คือแค่คุ้นๆ ว่าเคยเห็นโปสเตอร์แบบนี้กับชื่อหนังเรื่องนี้ใน open online ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ได้ดูหนังแบบ “ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น” ก็เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งของชีวิต ไม่มีการคาดหวัง คาดเดา นึก คิด จินตนาการ แบบที่ทำกันอยู่ทั่วไปในเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน (ซึ่งมักนำความทุกข์หรือความไม่สบายใจมาให้เสมอ) ชะตากรรมของคนดูขึ้นอยู่กับภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า ซึ่งผมพยายามคิดว่าชีวิตเราก็น่าจะเป็นแบบนั้น ต่อให้เราวางแผนชีวิตไว้แน่นหนารัดกุมมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วการควบคุมก็ไม่ได้เป็นของเราไปเสียทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำพังการควบคุมตัวเราเอง เราก็ยังทำไม่ได้เลยนี่ครับ นับประสาอะไรกับปัจจัยภายนอกร้อยแปดที่เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะเริ่มต้นการเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไรดี...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าจะเป็นการดีหากจะเริ่มต้นด้วยฉากที่ผมประทับใจมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ปลาทอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลาทอง 1 ตัวในถุงพลาสติก พ่อกับลูกสาวถือมันออกมาจากร้านค้า ก่อนจะลืมมันเอาไว้บนหลังคารถ รถวิ่งไปบนถนน คน 2 คนในรถอีกคันหนึ่งมองเห็นมัน—คริสตีน เจสเปอร์สัน (มิแรนดา จูลี) กับชายชรา (เฮกเตอร์ อีเลียส) ทั้งคู่เป็นห่วงว่ามันจะตกลงมาบนพื้นถนน คริสตีนบอกมันว่า “เจ้าปลาทอง ฉันไม่รู้จักเธอ แต่อยากให้เธอรู้ว่าเธอจะจากไปพร้อมกับความรักจากฉัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รถเบรก ปลาทองในถุงพลาสติกกระเด็นไปตกที่ท้ายรถของคันข้างหน้า รถวิ่งไปอีกครั้ง พ่อกับลูกสาว คริสตีนกับชายชรา เฝ้ามองมัน ในขณะที่สามีภรรยาในรถคันข้างหน้าไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ที่ท้ายรถของพวกเขา รถทั้งสามคันวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่ถุงพลาสติกที่ภายในบรรจุน้ำและปลาทอง 1 ตัว จะค่อยๆ เคลื่อนไปที่ท้ายรถ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากดูฉากนี้จบลง ผมก็รู้ได้ทันทีว่าผมชอบหนังเรื่องนี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลาทองในถุงพลาสติก—ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิแรนดา จูลี (ผู้กำกับและนักแสดงของหนังเรื่องนี้) สร้างสรรค์ผลงานศิลปะหลากหลายประเภท และทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนความเป็นศิลปินของเธอได้อย่างชัดเจน ผมไม่กล้าบอกว่าเธอต้องการจะส่งสารอะไรถึงผู้ชม แค่การ “ขี้ใส่กันชั่วนิรันดร์” ของหนูน้อยร็อบบี้ (แบรนดอน แรตคลิฟฟ์) ก็เกินกว่าสติปัญญาของผมจะตีความได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีความคลุมเครือก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน บางครั้งผมก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าชีวิตคงไม่ต้องการความชัดเจนไปเสียทุกเรื่อง เพราะคิดว่าถึงอย่างไรก็คงตัดสินใจให้ชัดเจนลงไปในบางเรื่องไม่ได้ อย่างเรื่องของชะตากรรมในตอนต้น นี่ก็เป็นเรื่องคลุมเครืออีกเรื่องหนึ่งของชีวิต คลุมเครือจนอาจจะเรียกว่ามืดทึบได้ด้วยซ้ำไป ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป หนทางข้างหน้าจะยังมีให้เดินต่อไปอีกนานเท่าไหร่ หรือคนที่ได้เจอะเจอกันในวันนี้ วันหนึ่งวันใดข้างหน้าก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมก็คิดว่าในความคลุมเครือก็จำเป็นต้องมีความชัดเจนเหมือนกัน อย่างเช่นที่มิแรนดา จูลี ทำในหนังเรื่องนี้ เราอาจจะบอกได้ว่าเธอกำลังเสนอเรื่องความรัก เรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ เรื่องความต้องการมีใครซักคนของมนุษย์ ฯลฯ เราคงบอกได้ เพราะในความคลุมเครือของมิแรนดา จูลี มันก็มีความชัดเจนบางอย่างอยู่ อย่างน้อย ความชัดเจนในฐานะของคนทำงานศิลปะก็เป็นสิ่งที่ผู้ชมสัมผัสได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคลุมเครือกับความชัดเจนจึงอาจเป็นสิ่งตรงข้ามที่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน เหมือนกับถ้าไม่มีขาว ก็ไม่มีดำ หรือถ้าไม่มีผู้ชายเจ้าชู้ ก็อาจจะไม่มีผู้ชายรักเดียวใจเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีโลกของเราคือการทำงานร่วมกันของสิ่งตรงกันข้าม หลักใหญ่ใจความของทุกสิ่งทุกอย่างจึงอาจจะอยู่ที่การรักษาสมดุลของทั้งสองฝั่ง ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้จนจบสิ้นกระบวนการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร่างกายและจิตใจก็คงไม่ต่างกัน สมองซีกซ้ายควบคุมการทำงานของร่างกายซีกขวา สมองซีกขวาควบคุมการทำงานของร่างกายซีกซ้าย ความโกรธย่อยสลายได้ด้วยการให้อภัย และเมื่อเราต้องการเป็นผู้รับ เราก็จำเป็นต้องเรียนรู้การเป็นผู้ให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่ตรงข้ามอาจจะไม่ใช่คู่ตรงข้าม และความคลุมเครือกับความชัดเจนก็อาจจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรายังไม่เหม็นขี้หน้ากันซักหน่อย” คริสตีนบอกกับริชาร์ด (จอห์น ฮอว์เกส) ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินไปที่รถ ก่อนที่ริชาร์ดจะบอกว่าเขาเป็นฆาตกรโรคจิตและไล่คริสตีนลงจากรถของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกำลังเขียนถึงอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Me and You and Everyone We Know หนังเรื่องล่าสุดที่ผมไปดูมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2549—ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115769973264474462?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115769973264474462/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115769973264474462&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115769973264474462'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115769973264474462'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/09/2-3-11-2-11-3-2549-united-93-wind-that.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115700629907112371</id><published>2006-08-31T13:35:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:32.048+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;การก่อรูปของขบวนการชาตินิยมในเวียดนาม ภายหลังการยึดครองของฝรั่งเศสจนถึงการประกาศเอกราชในปี 1945 (ตอน 1)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;em&gt;บทความนี้ปรับปรุงจากรายงานเรื่องเดียวกันซึ่งเสนอต่อ อ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวิชา ร. 430 ชนชาติ วัฒนธรรม และปัญหาการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2546 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การรุกรานของฝรั่งเศส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาในเวียดนามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยตามหลังโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ซึ่งเข้ามาทำการค้าในภูมิภาคนี้อยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม การค้าของชาวตะวันตกในเวียดนามนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อังกฤษต้องปิดสำนักงานการค้าในฮานอยในปี 1697 ฮอลันดาปิดในปี 1700 มีเพียงโปรตุเกสที่ยังคงเดินเรือระหว่างมาเก๊าและเวียดนามต่อไป แต่ก็อยู่ในวงที่แคบลงมาก(1)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากพ่อค้าจากยุโรปพวกสุดท้ายออกจากเวียดนามไปในปี 1700 แล้ว กลุ่มที่มีบทบาทต่อมาก็คือ นักเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่มีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ มีการตั้ง “สมาคมโพ้นทะเล” ขึ้นในปี 1658 เพื่อทำหน้าที่ส่งคณะเผยแพร่ศาสนามายังเวียดนาม โดยความร่วมมือของสถาบันกษัตริย์ กองทัพเรือ และบริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส (The French East India Co.)(2)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ความพยายามเผยแพร่ศาสนาดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากในระยะนั้นเกิดความไม่สงบขึ้นในเวียดนาม ตั้งแต่สงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลเหวียน (Nguyen) กับตระกูลตรินห์ (Trinh) จนถึงกบฏไตเซิน (Tay Son) แต่สำหรับฝรั่งเศสแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสเห็นว่าเวียดนามเป็นเพียงทางผ่านไปยังจีนเท่านั้น โดยมีการวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนามนั้นนอกจากความต้องการวัตถุดิบและตลาดในเวียดนามแล้ว ฝรั่งเศสยังต้องการใช้เวียดนามเป็นทางผ่านเข้าสู่จีนผ่านทางแม่น้ำโขง เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและเป็นที่สนใจของชาติตะวันตกในขณะนั้น(3) ในช่วงแรกฝรั่งเศสจึงยังไม่ได้เข้ามาจัดการควบคุมเวียดนามอย่างเต็มที่ บทบาทของชาวฝรั่งเศสในการขยายอำนาจในเวียดนาม จึงมีเพียงบทบาทของพ่อค้าเอกชนร่วมกับนายทหารในกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในเขตทะเลจีนใต้เท่านั้น(4)&lt;br /&gt;&lt;a id="more-836"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อบาทหลวงปิโย เดอ บาแอนน์ (Pigneau de Bahaine) นำกองทหารเข้าช่วยเหลือเหวียนแอ๊นท์ (Nguyen Anh) ปราบกบฏไตเซินได้สำเร็จ และเหวียนแอ๊นท์สามารถสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิยาลอง (Gia Long) แห่งราชวงศ์เหวียนในปี 1802 โดยจักรพรรดิยาลองได้ตอบแทนฝรั่งเศสด้วยการอนุญาตให้เผยแพร่คริสต์ศาสนาได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งก็มีชาวเวียดนามหันไปเข้ารีตเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในหมู่คนยากจน จนเกิดเป็นความขัดแย้งทางความคิดในสังคมเวียดนาม โดยเฉพาะในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง (Minh Mang) ซึ่งจักรพรรดิและขุนนางมองว่าคริสต์ศาสนาเป็นของ “ต่างชาติ” และแตกต่างจากพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ การเผยแพร่คริสต์ศาสนายังอาจส่งผลกระทบต่ออำนาจของจักรพรรดิ เนื่องจากอุดมการณ์ณ์ขงจื้อนั้นยกย่องจักรพรรดิเป็นประมุขทั้งทางโลกและทางธรรม โดยไม่มีองค์กรศาสนามายุ่งเกี่ยว แต่คริสต์ศาสนาได้แยกประมุขทางโลกกับทางธรรมออกจากกัน โดยมีประมุขทางธรรมคือพระสันตะปาปา ทำให้จักรพรรดิมิได้มีฐานะสูงสุดเพียงผู้เดียวอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น คริสต์ศาสนายังพยายามรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนและขยายอิทธิพลกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้นำของเวียดนามเกรงว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของเวียดนาม(5)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ ผู้นำของเวียดนามจึงไม่ยินยอมให้การเผยแพร่ศาสนาทำได้อย่างเสรี มีการดำเนินการต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาของฝรั่งเศสอย่างจริงจัง ทำให้นักสอนศาสนาและประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ในปี 1825 ในรัชสมัยของจักรพรรดิมินห์ หม่าง มีการออกพระราชกฤษฎีกาประณาม “ศาสนาวิตถารของชาวยุโรป” ว่าเป็น “การทำให้จิตใจคนเลวลง” ระหว่างปี 1833-1838 นักสอนศาสนา 7 คนถูกตัดสินประหารชีวิต(6) ในขณะเดียวกัน การเผชิญหน้ากับชาวตะวันตกก็เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ ในปี 1847 ซึ่งเป็นปีแรกในรัชสมัยของจักรพรรดิตื่อดึ๊ก (Tu Duc) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม พระองค์เน้นการปิดประเทศเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของต่างชาติ มีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับนโยบายของรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการยึดเวียดนามเป็นอาณานิคม ฝรั่งเศสจึงอ้างเหตุเหล่านี้เข้ารุกรานเวียดนาม โดยเข้าโจมตีเมืองตูราน (Tourane) หรือเมืองดานัง (Danang) ในปัจจุบัน เป็นแห่งแรก และเริ่มยึดครองดินแดนส่วนอื่นๆ เรื่อยมา ฝรั่งเศสใช้การบังคับให้ราชสำนักยินยอมทำสนธิสัญญา จนกระทั่งเวียดนามต้องลงนามในสนธิสัญญายอมรับอำนาจของฝรั่งเศสในดินแดนของตนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1883 ระยะเวลา 900 ปีแห่งเอกราชของอาณาจักรเวียดนามจึงสิ้นสุดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ แน่นอนว่าเป็นการถูกกดขี่บังคับมากกว่าโดยสมัครใจ ประชาชนหรือข้าราชการชาวเวียดนามต่างก็ไม่ต้อนรับการเข้ามายึดครองของฝรั่งเศส เมื่อมีการออกแถลงการณ์การสวรรคตของจักรพรรดิตื่อดึ๊กที่สวรรคตไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทางราชสำนักจึงแสดงความปรารถนาที่จะกู้เอกราชคืน โดยในแถลงการณ์มีข้อความตอนหนึ่งว่า “พระเจ้าตื่อดึ๊กสิ้นพระชนม์เพราะความเสียพระทัยที่ชนต่างชาติเข้ามารุกรานและทำลานอาณาจักรของพระองค์ และพระองค์สิ้นพระชนม์พร้อมด้วยมีพระราชดำรัสสาปแช่งผู้รุกราน หัวใจทุกดวงจงรำลึกถึงพระองค์ และแก้แค้นให้เป็นพระราชานุสรณ์แด่พระองค์เถิด”(7)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การก่อตั้งรัฐบาลอาณานิคม (ปี 1897-1918) และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ฝรั่งเศสยังคงต้องทำสงครามต่อไปจนกระทั่งถึงปี 1896 รัฐบาลอาณานิคมจึงสามารถสร้างฐานอำนาจขึ้นมาได้ การเข้ามาของระบบอาณานิคมฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาของผู้ปกครองใหม่ แต่เป็นการเข้ามาของระบบการเมือง การศึกษา วัฒนธรรม และค่านิยมแบบตะวันตก ตลอดจนเป็นการนำระบบเศรษฐกิจของเวียดนามเข้าไปผูกพันกับระบบเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ถึงแม้ว่าการยึดครองของฝรั่งเศสจะเป็นเวลาไม่นานเมื่อเทียบกับการถูกจีนยึดครองในอดีต แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นโยบายของฝรั่งเศสในอาณานิคม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในด้านการเมืองการปกครอง ฝรั่งเศสได้ผนวกดินแดนลาวและกัมพูชารวมเข้ากับเวียดนามในปี 1862 เรียกว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” (French Indochina) จากนั้นก็แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 แคว้น ได้แก่ โคชินจีน อันนัม ตังเกี๋ย ลาว และกัมพูชา แคว้นโคชินจีนซึ่งอยู่ทางใต้ของเวียดนามอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสโดยตรง ในขณะที่แคว้นอื่นๆ เป็นรัฐอารักขาขึ้นต่อรัฐบาลกลางที่โคชินจีน การปกครองส่วนกลางที่โคชินจีนมีข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส (Governor) เป็นผู้ปกครอง และมีองคมนตรีกับสภาอาณานิคมทำหน้าที่เป็นสภาบริหารและสภานิติบัญญัติตามลำดับ ในขณะที่แคว้นอื่นๆ มีผู้ปกครองชาวฝรั่งเศสซึ่งมีตำแหน่งที่เรียกชื่อต่างกันไปในแต่ละแคว้น กล่าวคือ Governor-General ในฮานอยและ Resident superieur ในตังเกี๋ยและอันนัม(8) โดยที่ฝรั่งเศสปกครองแบบกดขี่และใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกันหมดทุกแคว้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โคชินจีนถูกแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัด แต่ละจังหวัดมีเจ้าหน้าที่บริหารชาวฝรั่งเศสคอยดูแล ส่วนในอันนัมและตังเกี๋ย ฝรั่งเศสจัดการปกครองทางอ้อม โดยส่งผู้สำเร็จราชการไปดูแล แต่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการบริหารภายใต้การแนะนำของชาวฝรั่งเศส และฝรั่งเศสจะไม่พยายามแทรกแซงโดยตรงนอกจากเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในอันนัมที่ฝรั่งเศสยังคงสถาบันจักรพรรดิ ราชสำนัก และขุนนางไว้ ควบคู่กับการบริหารของผู้สำเร็จราชการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝรั่งเศสได้นำโครงสร้างการปกครองแบบตะวันตกเข้ามาแทนที่โครงสร้างการปกครองของชาวพื้นเมือง รัฐบาลกลางมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่หมู่บ้านในชนบทสูญเสียความสามารถในการปกครองตนเอง เกิดระบบอำนาจนิยมขึ้นในหมู่ข้าราชการ การปกครองของชาวเวียดนามถูกจำกัดหรือได้รับมอบหมายเพียงแต่งานรองๆ ฝรั่งเศสเป็นผู้ดูแลสภาเสนาบดีเวียดนาม และเสนาบดีแต่ละคนจะมีที่ปรึกษาชาวฝรั่งเศสกำกับดูแลอยู่ การปกครองอาณานิคมแบบใหม่ต้องการบุคลากรชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะในงานบริหารระดับต่ำ ซึ่งต้องทำหน้าที่ภายใต้แบบแผนของตะวันตกโดยไม่มีการคำนึงถึงภูมิหลังทางสังคมและงานเดิม แต่คำนึงถึงคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการทำงานเป็นสำคัญ ผลก็คือผู้ที่เคยมีฐานะสูงในสังคมเดิมเกิดความไม่พอใจที่ถูกลดบทบาทลง โดยเฉพาะบรรดาขุนนางขงจื้อที่กลายเป็นกลุ่มที่แยกตัวอยู่โดดเดี่ยวทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรม(9)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความต้องการบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ของระบบอาณานิคม ทำให้มีความจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมแบบตะวันตก มีการตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยซึ่งเปิดสอนโดยคณะมิชชันนารีหรือรัฐบาลของระบบอาณานิคม ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาของเวียดนามคือข้าหลวงใหญ่ ปอล โบว์ (Paul Beau) ซึ่งจัดตั้งสภาส่งเสริมการศึกษาพื้นเมืองขึ้นเมื่อปี 1906 เพื่อวางระบบการศึกษาแบบใหม่ ต่อมาในปี 1915 ก็ล้มเลิกระบบการสอบชิงตำแหน่งขุนนางตามประเพณีเดิม ระบบการศึกษาตามประเพณีถูกแทนที่ด้วยระบบที่ตั้งขึ้นเพื่อแสวงหาคนงานและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่ำๆ ในรัฐบาลอาณานิคม โดยใช้ภาษาฝรั่งเศสในการเรียนการสอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลที่ตามมาก็คือ ระบบการศึกษาแบบใหม่ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมแพร่หลายขึ้นในหมู่นักศึกษา จนฝรั่งเศสต้องสั่งปิดมหาวิทยาลัยฮานอยชั่วคราวในปี 1908(10) นอกจากนี้ การศึกษาในเวียดนามก็ไม่ได้ขยายตัวอย่างทั่วถึง เพราะรัฐบาลอาณานิคมพยายามจำกัดการขยายการศึกษา ผู้ที่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเพียงคนส่วนน้อยของสังคม เยาวชนกว่าร้อยละ 90 ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ และหลังจากก่อตั้งมาได้ 30 ปี มหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษาเพียง 600 คนเท่านั้น(11) ขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านระบบการศึกษาแบบเก่า ทำให้ไม่สามารถทำงานภายใต้ระบบอาณานิคมได้ เหล่าปัญญาชนขงจื้อที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการปกครองของฝรั่งเศสเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้นำขบวนการชาตินิยมต่อต้านฝรั่งเศสในเวลาต่อมา(12)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปกครองระบบอาณานิคมนั้นเน้นสร้างความแข็งแกร่งของรัฐบาลกลาง ถึงแม้จะเกิดกบฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อันแสดงให้เห็นว่าขบวนการชาตินิยมยังคงดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็ง แต่ด้วยทหารฝรั่งเศสเพียง 11,000 คน กับกองทหารเวียดนามอีก 5,000 คน และตำรวจรักษาความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่ง ก็สามารถปกครองชาวเวียดนามถึง 24 ล้านคนได้ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ใช้วิธีการที่โหดร้ายทารุณเพื่อรักษาความสงบภายใน โดยเฉพาะเพื่อปราบปรามพวกชาตินิยมชาวเวียดนาม คนงาน และชาวนาที่คิดกบฏ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสเริ่มแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างเต็มที่ในช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ปี 1919-1929) โดยในช่วงแรกฝรั่งเศสยังไม่ได้จัดระบบเศรษฐกิจในเวียดนามอย่างชัดเจน จนในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ซึ่งฝรั่งเศสสามารถยึดครองโคชินจีนได้แล้ว ฝรั่งเศสจึงจัดสรรระบบที่ดินใหม่เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสมีสิทธิครอบครองที่ดินมากขึ้น ใน 1863 ฝรั่งเศสประกาศให้ชาวเวียดนามที่อพยพไปในระหว่างสงครามย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนภายในเวลาที่กำหนด ถ้าหากที่ดินใดไม่มีผู้อ้างเป็นเจ้าของก็จะถูกริบคืนแผ่นดิน แต่ผลในทางปฏิบัติปรากฏว่าแม้ชาวเวียดนามจะกลับสู่ดินแดนของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ก็พบว่ากรรมสิทธิ์ได้ตกแก่ชาวฝรั่งเศสไปก่อนหน้านั้นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับในตังเกี๋ยและอันนัม ในปี 1888 ฝรั่งเศสสั่งให้จักรพรรดิออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกข้อบังคับที่จำกัดการครอบครองที่ดินของชาวฝรั่งเศสไว้ไม่เกิน 100 เอเคอร์ ทำให้ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้าไปครอบครองที่ดินในรัฐอารักขาดังกล่าวได้อย่างกว้างขวาง(13)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบริเวณที่ราบสูงภาคกลาง รัฐบาลอาณานิคมได้นำที่ดินมาแจกจ่ายให้กับชาวฝรั่งเศสผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและชาวเวียดนามที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ผลก็คือในระหว่างปี 1897-1913 ผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและบริษัทต่างๆ สามารถยึดครองที่ดินได้ถึง 470,000 เฮกตาร์ (306,000 เฮกตาร์ [1 เฮกตาร์ = 1.5 เอเคอร์] อยู่ในโคชินจีน)(14)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสเร่งพัฒนาเวียดนามเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง ค่าเงินฟรังค์ที่ต่ำลงและการเก็งกำไรยางพาราในตลาดโลกทำให้ฝรั่งเศสเร่งมาลงทุนในอินโดจีน การลงทุนในเวียดนามขยายตัวทั้งด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในช่วงปี 1888-1918 ฝรั่งเศสนำเงินมาลงทุนในอินโดจีน 490 ล้านฟรังค์ และเพิ่มเป็น 4,000 ล้านฟรังค์ในช่วงปี 1919-1929 เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปในด้านกิจการเหมืองแร่และสวนยางพารา เพื่อตักตวงเอาทรัพยากรธรรมชาติของเวียดนามส่งออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เศรษฐกิจของเวียดนาม เนื่องจากผลประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าครึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส และถึงแม้ฝรั่งเศสจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไว้หลายด้าน เช่น ถนน การชลประทาน ตลอดจนการตั้งสถาบันเพื่อการพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรและสถาบันการเงิน แต่ชาวเวียดนามกลับได้ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย ชาวเวียดนามจำนวนมากกลายเป็นชาวนาที่ต้องเช่าที่ดินผู้อื่น หรือเป็นกรรมกรในโรงงานของชาวฝรั่งเศส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ของชาวเวียดนาม เนื่องจากที่ดินได้เปลี่ยนมือจากจักรพรรดิและขุนนางไปเป็นของชาวฝรั่งเศสหรือชาวเวียดนามที่เป็นพันธมิตรกับข้าราชการชาวฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสยังคงรักษาโครงสร้างระบบเจ้าที่ดินไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์หรือเก็บภาษีต่อไป ชนชั้นเจ้าของที่ดินมีจำนวน 3-5% ของประชากรทั้งหมด แต่ครอบครองที่ดินประมาณครึ่งหนึ่งของที่ดินทั้งหมด ส่วนจำนวนชาวนานั้นมีประมาณ 90% ของประชากรทั้งหมด(15) ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินกับผู้เช่าได้กลายเป็นความขัดแย้งกันมากขึ้น เนื่องจากเจ้าของที่ดินสามารถกำหนดค่าเช่าในลักษณะที่เอื้อประโยชน์แก่ตน ด้วยอัตราค่าเช่าถึงครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งหมดที่ผลิตได้ ทำให้ชาวนากลายเป็นผู้มีหนี้สินมาก จากที่เคยมีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยก็กลายเป็นชาวนาผู้ไร้ที่ดิน เพราะถูกช่วงชิงไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความทุกข์ยากของชาวเวียดนามยังถูกซ้ำเติมด้วยระบบภาษีของรัฐบาลที่เก็บเป็นเงินสดในอัตราที่แน่นอน โดยไม่มีการผ่อนปรนแม้ในยามที่เกิดทุพภิกขภัย ภาษีของรัฐบาลอาณานิคมมี 3 ประเภทคือ ภาษีรายหัว ภาษีที่ดิน และภาษีการผูกขาดเหล้าเกลือ ซึ่งอัตราภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้นไม่ว่าราคาของผลผลิตจะตกต่ำหรือไม่ก็ตาม หากปีใดผลผลิตตกต่ำ ชาวนาก็จะต้องจำนองหรือขายที่นาไปทีละส่วน เพื่อจ่ายภาษีและดอกเบี้ยเงินกู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพดังกล่าวจึงทำให้ชาวเวียดนามแทบจะไม่มีโอกาสทางการศึกษา จากที่แต่เดิม เด็กชายทุกคนไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจนก็มีโอกาสเป็นขุนนางได้ แต่ในสมัยเป็นอาณานิคม มีครอบครัวชาวนาไม่กี่ครอบครัวที่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาเรียกเก็บได้ โดยในปี 1940 มีชาวเวียดนามไม่ถึง 3% ที่มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียน(16) แรงกดดันของสังคมศักดินาและอาณานิคมโถมทับลงบนชีวิตชาวนาเวียดนามผู้ไร้ที่ดินจำนวนหลายล้านคน ซึ่งชาวนาที่ถูกกดขี่ทารุณเหล่านี้ ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นพลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวิติเพื่อชาติและประชาธิปไตยในเวียดนาม(17)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในด้านสังคม ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้โครงสร้างทางสังคมของเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดชนกลุ่มใหม่ คือชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ ในปี 1929 มีกรรมกรประมาณ 222,000 คนทั่วทั้งเวียดนาม แม้จะเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่กรรมกรเหล่านี้อยู่รวมกันในบริเวณที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของอาณานิคม เช่น ในเหมืองแร่ สวนยางพารา และในเมืองใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นคนกลุ่มเดียวในสังคมที่เผชิญหน้าโดยตรงกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส พวกเขาจึงอยู่ในฐานะที่สำคัญยิ่งในสังคมเวียดนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรรมกรส่วนใหญ่ของเวียดนามต้องยินยอมทำสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบกับตัวแทนของบริษัทฝรั่งเศส เนื่องจากพวกเขาอ่านเขียนไม่ได้ และคนที่ว่างงานและต้องการทำงานนั้นมีมาก พวกชาวนาที่เซ็นสัญญาเข้าทำงานเหล่านี้จะถูกส่งไปทำงานในสวนยางพาราหรือในเหมืองแร่ พวกเขาต้องทำงานในสภาพที่ยากลำบาก หากคนงานปฏิเสธไม่ยอมทำงานก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ ผู้จัดการชาวฝรั่งเศสสามารถสั่งฆ่าคนงานชาวเวียดนามได้ ถ้าคนงานหลบหนีจะถูกตามจับโดยตำรวจอาณานิคม ไม่มีกฎหมายใดๆ ที่ให้ความคุ้มครองแรงงาน ไม่มีเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การนัดหยุดงานจะถูกลงโทษเสมือนเป็นอาชญากร เช่น การจำคุก การทรมาน และการเนรเทศ(18)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับชนชั้นกลางเวียดนาม ในระยะแรกคือช่วงปี 1919-1929 นั้นยังไม่เข้มแข็งมากนัก ถึงแม้จะเติบโตขึ้นมากนับจากอดีต เนื่องจากต้องเผชิญกับระบบการผูกขาดของฝรั่งเศสและการแข่งขันกับนายทุนชาวจีน แต่ในช่วงหลังคือระหว่างปี 1924-1929 ก็เริ่มมีห้างร้านของชาวเวียดนามเกิดขึ้นบ้าง กลุ่มชนชั้นกลางนั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือกลุ่มนายทุนชาติที่ต้องการลงทุนทำการผลิตหรือการค้าแต่ประสบกับอุปสรรคจากการบริหารของรัฐบาลอาณานิคม อีกประเภทหนึ่งคือกลุ่มนายทุนนายหน้า (comprador) ซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการติดต่อกับฝรั่งเศส โดยรับสินค้าจากฝรั่งเศสมาจำหน่าย หรือรับช่วงประมูลการก่อสร้างต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนอพยพหรือชาวเวียดนามเชื้อสายจีน ชนชั้นกลางประเภทสุดท้ายคือชนชั้นนายทุนน้อย (petty-bourgeoisie) ประกอบด้วยพ่อค้ารายย่อย ช่างฝีมือ และนักศึกษาปัญญาชนซึ่งได้รับอิทธิพลทางความคิดก้าวหน้าจากฝรั่งเศสผ่านทางการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจัดตั้งระบบอาณานิคมของฝรั่งเศส ในด้านหนึ่งก็คือการสถาปนา “ประชาคม” (community) แบบใหม่ในเวียดนามซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลักษณะของประชาคมที่ฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้นนั้นเอื้อประโยชน์แก่ชาวฝรั่งเศสและชาวเวียดนามบางกลุ่ม ในขณะที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่ภายใต้ประชาคมใหม่นี้ ดังนั้นจึงเกิดกระแสการต่อต้านขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เชิงอรรถ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1. โจเซฟ บัตตินเจอร์, &lt;strong&gt;ประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม&lt;/strong&gt; แปลจาก &lt;strong&gt;Vietnam: A Political History&lt;/strong&gt;, ม.ร.ว.แสงโสม เกษมศรี (บรรณาธิการ), มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2522), น. 44&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;2. โกสุมภ์ สายจันทร์, &lt;strong&gt;จักรพรรดินิยมกับการปฏิวัติสังคมนิยมเวียดนาม&lt;/strong&gt; (ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2532), น. 69&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. เชิดเกียรติ อัตถากร, &lt;strong&gt;ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนาม&lt;/strong&gt;. (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2540), เชิงอรรถที่ 19, น. 24&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 69&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 25&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. โจเซฟ บัตตินเจอร์, อ้างแล้ว, น. 54&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 73&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 81&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;11. เหงียน คัก เวียน, &lt;strong&gt;เวียดนาม: ประวัติศาสตร์ฉบับพิสดาร&lt;/strong&gt; แปลจาก &lt;strong&gt;Vietnam: A Long History&lt;/strong&gt; โดย เพ็ชรี สุมิตร (มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2545), น. 173&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;12. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 28&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;13. เรื่องเดียวกัน, น. 30&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;14. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 177&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15. เรื่องเดียวกัน, น. 196-197&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16. โกสุมภ์ สายจันทร์, อ้างแล้ว, น. 84&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17. เหงียน คัก เวียน, อ้างแล้ว, น. 198&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;18. เชิดเกียรติ อัตถากร, อ้างแล้ว, น. 34&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115700629907112371?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115700629907112371/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115700629907112371&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115700629907112371'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115700629907112371'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/08/1945-1.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115572187054857021</id><published>2006-08-16T16:38:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:31.957+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/Resize%20of%20asana%202.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/200/Resize%20of%20asana%202.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/Resize%20of%20asana%201.0.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/200/Resize%20of%20asana%201.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า ส. อาสนจินดา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวชีวิตของคนคนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านโลกมาจวบจนบั้นปลายของชีวิต มักจะมีความน่าสนใจเสมอ ประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปี อาจทำให้มนุษย์คนหนึ่งตระหนักรู้ความจริงบางอย่างของชีวิต โดยผ่านการเดินทางของกาลเวลาหรือประสบการณ์อันเข้มข้นเท่านั้น จึงจะบรรลุถึงความจริงนั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส. อาสนจินดา บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองก่อนจะถึงกิโลเมตรสุดท้ายของการเดินทาง ฝากฝังไว้เป็น “นิทัศน์อุทาหรณ์” สำหรับคนรุ่นหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ครั้งแรกในนิตยสารดิฉัน ช่วงปี 2533-2534 ก่อนจะตีพิมพ์รวมเล่ม (แบ่งเป็นสองเล่ม) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน “บทนำส่ง” สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรมชี้แจงว่า งานชิ้นนี้มีชื่อเต็มๆ เมื่อสมัยตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันว่า “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า และเธอคือลมหายใจ” แต่เนื่องจากในส่วนของ “เธอคือลมหายใจ” ไม่ได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร ชนิดที่ผู้อ่านต่างก็งงงวย “เพราะเป็นการจบแบบไม่จบ เพราะผู้เขียนยังเขียนไม่จบ” เมื่อตีพิมพ์รวมเล่มจึงมีเพียงส่วนของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมี “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” ทั้งสองเล่มอยู่ในมือ และยังไม่เคยเห็น “เธอคือลมหายใจ” เลย ไม่ทราบว่ามีผู้อ่านท่านใดเคยพบเห็นหรือมีเก็บไว้บ้างหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.2 ประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นของป๋า ส. ทำให้ผมแทบไม่อยากวางหนังสือ และเรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมตราบจนกระทั่งทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ศาสนากับคนเดิน “ทางขนาน” ...ไม่ยอมเดินทางเดียวกัน...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คนมุ่งหน้าสู่ความเร็ว-อิ่ม-สมหวัง โดยไม่คำนึงว่าจะลุยไปบนผ้าขาวหรือหยาดเลือดของผู้อื่น...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เงิน” ไม่ใช่ “ปัจจัย” แต่กลายเป็น “อาวุธ” ...เอาไว้ประหัตประหารความถูกต้อง-เอาชนะความดีและความยุติธรรมได้อย่างหน้าด้านๆ และโจ๋งครึ่ม...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เงิน” พรั่งพรูเข้ามาทางหน้าต่าง... “ความรักดี” ต่างๆ ก็วิ่งหนีหายออกไปทางประตู...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ค่านิยมทางสกุลรุนชาติไม่สำคัญ-ไม่คิดกันแล้ว...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คิดกันแต่ว่าความจน (เงิน) คือความอัปยศ...ไม่คิดบ้างว่าความจนที่บังคับให้ต้องต่อสู้กับชีวิตแบบว่า-“สู้กับคนเพื่อดำรงชาติ-สู้กับธรรมชาติเพื่อดำรงตน” นั้น บรรพชนโลกยึดถือกันมาเป็นคติประจำใจ และภาคภูมิ...&lt;/strong&gt; [บางส่วนของ “ยังไม่ถึง ‘พรุ่งนี้’ (สักที...)”]&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มาของ “ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า” เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 23 มกราคม 2531 ในห้องอาหารเรือนต้นของโรงแรมมณเฑียร เมื่อป๋าได้มีโอกาสพบกับคุณชาลี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารดิฉัน คุณชาลีอยากรู้จักและพูดคุยกับป๋ามานาน อีกทั้งยังอยากสัมภาษณ์ป๋าลงตีพิมพ์ในนิตยสารดิฉันด้วย แต่เนื่องจากเห็นนิตยสารฉบับอื่นทำกันมามากแล้ว คุณชาลีจึงเอ่ยปากขอ “เรื่อง” กับป๋าเสียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“จะให้เขียนเรื่องอะไรดีล่ะ เพราะเวลานี้ก็เขียนให้แก่คนอื่น (ฉบับอื่น) มากพอดูอยู่แล้ว”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ก็เขียนเรื่องชีวิตของคุณสอเอง...” เธอว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ได้ครับ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ปากบอกไปตามใจบริสุทธิ์เลยว่า ‘ยินดี...’ แต่ในใจยัง ‘หนัก’ อยู่ในปัญหาที่ว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“จะเอาอะไรมาเขียนอีก”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทันใด เธอก็ควักนามบัตรของเธอส่งให้ข้าพเจ้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นามบัตรนี้ค่อนข้างแปลกตาสำหรับ ‘คนเก่า’ อย่างข้าพเจ้า ก็คือ มันพิมพ์สองสี (แดง-น้ำเงิน...เอ...หรือดำก็ไม่รู้...) อยู่บนแผ่นพลาสติกบางๆ แต่แข็ง...อ่านลำบาก เพราะมันสะท้อนแสงกับไฟ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เลยพูดไปอย่างกันเองว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“หาเรื่องให้คนแก่อ่านลำบากแท้ๆ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(หัวเราะกันนิดหน่อย...)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เมื่อมาอ่าน (เขม้น) ออกแล้วก็เห็นชื่อจริงของเธอ...มัน-‘ชุลิตา...’&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้าพเจ้าก็ว่า...(เงยมองคุณจุรี—ผู้ที่พาคุณชาลีมาพบป๋า—แล้วถาม)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เอ...ไหนว่าชื่อชาลี ทำไมนามบัตรนี่พิมพ์ว่า...ชุลิตาล่ะ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณจุรีไม่ทันได้ตอบ บรรณาธิการบริหารของ ‘ดิฉัน’ ก็ตอบเองว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เขาเรียกผวนกันค่ะ...ชุลิตา...ก๊อ...ชาลีตุ๊ไงล่ะคะ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ตุ๊’ ...ตนเองก็ ‘ทะลึ่ง’ พูดขึ้นว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ชื่อเหมือนเมียผมเลย”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(เสียง...ใครต่อใครก็ไม่รู้...หัวเราะทั้งฮาทั้งเฮขึ้นมาทันที)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และใครก็ไม่รู้เปรยว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“เอาเข้าแล้วไหมล่ะ”&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 2-3)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงป๋าเพิ่งจะมาเพิ่มชื่อ “และ ‘เธอ’ คือ ‘ลมหายใจ’ ” ในตอนแรกของบทละครชีวิตชิ้นนี้ เหตุผลคืออะไร ป๋าอธิบายไว้ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มีอยู่สองประการที่ข้าพเจ้าต้องขอให้ ‘ชื่อเรื่อง’ หรือ ‘หัวข้อเขียน’ ที่ค่อนข้างยาว และ ‘พิสดาร’ อย่างนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการแรก-ตลอดชีวิตการแสดงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเคยเล่าเรื่องของข้าพเจ้า ‘ขายกิน’ มาหลายครั้งแล้ว ทั้งในรูปแบบ ‘อนุทินบันเทิง’ (ภาพยนตร์และโทรทัศน์), ‘ขายชีวิต’ (เดลิไทม์), ‘สลับหลังม่าน’ (ดาราไทย) ฯลฯ จนจะซ้ำเซ็งไปหมดแล้ว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อีตอนล้มละลายนี่ยิ่งมีคนขอให้เขียนให้เล่าถึงชีวิตนักแสดง-นักหนังสือพิมพ์อย่างข้าพเจ้ามันเป็นไงมาไงถึงได้ ‘ตกต่ำ’ ถึงขนาดนี้ให้ฟังกันซ้ำแล้วซ้ำอีก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ก็เล่าให้ฟังถึงสองสามแห่งในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ ‘เฉพาะกิจ’ หรือไม่ ‘พิสดาร’ เหมือนกับที่เขียนให้ ‘ดิฉัน’ นี่ อย่างน้อยก็เป็น ‘ชีวิต’ ที่จริงจังกว่า จึงอยากให้ชื่อคอลัมน์หรือชื่อเรื่องผิดแผกแปลกต่างกันออกไปจากที่อื่น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ประการหลัง-มีน้อยครั้งที่ข้าพเจ้าเขียนถึงชีวิตของข้าพเจ้าแล้ว จะแปลกพิสดารไปถึงกับเปิดเผยเรื่องของ ‘คุณตุ๊’ ของข้าพเจ้า หรือไปเปิดเผยถึงชีวิตของเธอที่เกี่ยวพันมากับข้าพเจ้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อมาเขียนเจาะจงถึงเรื่อง ‘ชีวิตรัก’ ระหว่างเธอกับข้าพเจ้าเข้าเช่นนี้ ก็อยากจะให้หัวข้อเรื่องเน้นชัดลงไปถึง ‘เธอ’ ผู้ซึ่งเสมือน ‘ลมหายใจ’ ของข้าพเจ้า&lt;br /&gt;ว่า ‘เธอ’ นั้นสำคัญอย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อีกประการ...ข้าพเจ้าว่ามันเหมาะสมที่ข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องนี้ให้ ‘ดิฉัน’ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นหนังสือ ‘ของผู้หญิง’-โดยผู้หญิง และเพื่อผู้หญิง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขอสบถอีกหน่อย...(มันถึงจะแน่และมัน...ส์)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คือ...ให้ตาย...ไม่ได้ประจบสอพลอ ‘ผู้หญิง’ หรือพลอย ‘ชิ่ง’ ประจบไปถึง ‘คุณต๊’ ของข้าพเจ้าหรอก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่รู้จะประจบไปหาอะไร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราไม่อยู่กันด้วย ‘เซ็กส์ประจบ’ แล้ว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราอยู่กันมาแล้วอีกสิบเอ็ดเดือนก็จะครบ ๔o ปี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ที่เหลืออยู่คือความรักอันแนบแน่น-ยังกำหนดไม่ถูกว่ามันเป็นความรักของ ‘เพื่อน’ หรือของอะไรกันแน่...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รู้แต่ว่า...เวลาใครคนหนึ่งตายจากไป...อีกคนหนึ่งจะอยู่เป็น ‘ผู้เป็นคน’ ได้อย่างไร?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรารู้แต่ว่า...เราหายใจอยู่ในลมหายใจของหัวใจดวงเดียวกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราไม่ตั้งใจจะ ‘รัก’ และ ‘เป็นเพื่อน’ กันด้วยการร่วม ‘ลมหายใจ’ กันถึงขนาดนี้...แต่อะไรก็ไม่รู้ซี-ทำให้เราเป็น...?&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 10-11)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอโทษท่านผู้อ่านด้วยที่คัดลอกมายาวๆ แบบนี้ (และคงจะมีอีกหลายตอน) เพราะยิ่งอ่านหนังสือของป๋า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าจะเป็นการดีที่สุดหากผู้อ่านได้อ่านตัวหนังสือของป๋าเอง เพราะนอกจากจะได้เห็นสำนวนการใช้ภาษาและรูปแบบการเขียนของนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์ชั้นครูแล้ว ผู้อ่านยังสามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งก็คงมีแต่ป๋าคนเดียวเท่านั้นที่จะถ่ายทอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวัย 13 ปี ผมจำได้ว่านั่งอ่านชีวิตรัก (ทรหด) ของป๋าด้วยความรู้สึกสุขระคนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก อ่านไปอ่านมาผมก็อดนึกไปไม่ได้ว่าชีวิตรักของตัวเองมันจะออกมาในรูปแบบไหน ความทุกข์ยากลำบากจะต้องเดินทางผ่านเข้ามาทักทายบ่อยครั้งเพียงใดกว่าจะมีโอกาสกลับมานั่งย้อนรำลึกถึงชีวิตที่ผ่านเลย หรือแม้กระทั่งผมจะได้เจอกับ “คุณตุ๊” ของผมเมื่อไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณตุ๊” คือลมหายใจของป๋า และคนเราก็คงต้องการใครสักคนเป็น “ลมหายใจ” ของตนด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็มักจะถูกมองข้ามมากที่สุด—จะมีสักกี่คนใส่ใจกับทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพชีวิตในความทรงจำของคุณตุ๊กับป๋ามีอะไรบ้าง ต้องให้ป๋าเล่าให้ฟังครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพแรก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– ก่อนที่เราจะบอกรักซึ่งกันและกันได้หนึ่งนาที ข้าพเจ้าอยู่กับเธอสองต่อสอง บอกกับเธอ...แบบ ‘ยื่นคำขาด’ ว่า &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ผมรักคุณ...ผมมีเวลาแค่นาทีเดียวให้คุณตัดสินใจ ในหนึ่งนาทีนี้ ถ้ารักผมแล้ว ก็จงอย่าได้ดัดจริต...จงบอกผมเลยว่า รักผมหรือไม่...เดินมาหาผม...แล้วมาซบที่อกผม...กอดผมไว้ แล้วบอกรักผมเสียโดยไว ไม่งั้น...เร็วซี...หนึ่งนาทีเท่านั้นนะ...”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“แล้วเธอก็หัวเราะ...แล้วเธอก็เดินมา...แล้วก็มา...(ไม่ทันได้ซบอกแล้วบอกรักข้าพเจ้าหรอกครับ...ข้าพเจ้าดึงเธอเข้าหาอก) และวันนั้น...จูบเธอซะห้าสิบทีเลย”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่สอง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– พอบอกรักกันแล้ว ก็พาเธอนั่งสามล้อจากบางลำพูบ้านเธอไปดูหนังถึงโอเดียนสามแยก...ขากลับ – แกล้งบอกเธอว่า ไม่มีค่ารถ...พาเธอเดินกลับ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;จนจากสามแยกถึงบ้านบางลำพู รองเท้าส้นสูงกัดส้นเท้าของเธอจนหนังเปิดเลือดไหลโทรม เพียงเพื่อพิสูจน์ว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“...จะเป็นคู่ชีวิตนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ จะต้องอดต้องทน และต้องจน...ให้ได้”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่สาม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– ก่อนวันแต่งงานได้คืนเดียว...ข้าพเจ้าเหิมใจจะปล้ำให้เธอเป็นเมีย (ล่วงหน้า ๑ วัน) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เธอรักตัวสงวนกาย-ไม่ยอม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พอวันรุ่งขึ้น-แต่งงาน-เข้าเรือนหอแล้ว...เธอยอมเป็นเมีย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ข้าพเจ้าไม่มีปัญญา ‘จะทำ...’ …?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่สี่– ตอนเรามีลูกกันได้หลายคนแล้ว...ฐานะทางการเงินของข้าพเจ้าล้มเหลว (เพราะอุตริฮึกเหิมไปเป็น ‘นายทุนหนัง’ เสียเอง) ถูกตำรวจจับเช็คเด้ง...ไปอยู่โรงพักพญาไท &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เธออุ้มท้องลูกคนที่สี่-โอ้โย้ไปยืนเกาะลูกกรงห้องขังเยี่ยมข้าพเจ้า...ด้วยห่วงใย...น่าเวทนา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่ห้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– เมื่อจนถึงขนาดถูกโรงไฟฟ้าตัดไฟ บ้านทั้งสองสามหลังติดกันนั้นมืดหมด เราเอาลูกสี่ห้าคนเข้ามานอนในห้องเดียวกัน...เปิดหน้าต่างประตูหมด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าเคยนอนแต่ห้องแอร์...ร้อนทุรนทุราย...เธอนอนประคองอยู่เคียงข้าง เอาพัดโบกลมให้ข้าพเจ้าบรรเทาร้อน...จนข้าพเจ้างีบไปได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และเธอทำอย่างนั้นอยู่ทั้งคืน...ไม่ปริปาก (ไม่สะอื้นไห้ให้ได้ยิน...) ไม่ว่าเธอจะเศร้ารันทดสักแค่ไหน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่หก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– เธอเล่าถึงชีวิต ‘ตกยาก’ ใน ‘ดงผู้ดี’ ของเธอ...ชนิดที่ข้าพเจ้าเองยังคาดไม่ถึง นึกว่าเธอเป็นลูกสาวพระยาพานทองนั้นคงจะมี ‘ช้อนทองคาบในปาก’ มาเช่นลูกผู้ลากมากดีคนอื่นๆ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เธอเล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงชีวิตหนหลังของเธอ...ชีวิตของลูกผู้หญิงที่เป็นพี่ ลูกที่ยึดมั่นในความกตัญญูต่อพ่อแม่พ่อเป็น ‘เจ้าคุณ’ ก็จริง แต่ ‘เหลาซิด’ ชนิดใครจะมาให้คอร์รัปชั่นสักเฟื้องหรือสลึงก็ไม่ยอม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ใครยกถาดของกำนัลขึ้นบ้าน...พ่อก็โยนทิ้งตามหลังมา-ไม่ยอมรับ...ถือความบริสุทธิ์ และหยิ่งในเกียรติแห่งสกุลเป็นที่ยิ่ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เธอจึงเป็นพี่และลูกที่เสมือน ‘คนรับใช้’ ของแม่และน้องๆ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คนอื่น (น้อง) ไม่ว่าแม่ใด...เจ้าคุณพ่อเรียก ‘หนู’ นั่น-หนูนี่ แต่สำหรับเธอแล้ว...พ่อจิกหัวเรียกเธอว่า ‘อี’ ...อีตุ๊ทุกคำไป&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สมัยยังเป็นเด็กและเป็นสาว...เธอไม่มีแม้จะมีมุ้งนอนสำหรับตัวเอง ตอนกลางคืน-จะนอน-ต้องเที่ยวมุดมุ้งขออาศัยนอนกับน้อง และก็ถูกน้องถีบและขับไสเอา-หาว่าเหม็นสาบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อาหารประจำวันคือ ข้าวเย็นก้นหม้อคลุกกับน้ำปลาพริก-บีบมะนาว...&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป็นสาว...อยากจะมียกทรงใส่กับเขาบ้าง...แอบขโมยยกทรงน้องสาวคนโปรดของพ่อและแม่ใส่ ก็ถูกด่าสาดเสียเทเสีย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ภาพที่เจ็ด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;– หวนนึกไปถึงสมัยข้าพเจ้าเล่นละคร...‘สมสู่’ อยู่กับการสร้างและแสดงละครเวที ทั้งๆ ที่แต่งงานกับเธอใหม่...ไม่ได้นอน ‘ร่วม’ เรียงเคียงหมอนกับเธอเหมือนเจ้าบ่าว-เจ้าสาวหรือผัวเมียอื่นๆ อยู่หนึ่งปีเต็ม &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เธอได้แต่ร้องไห้น้อยอกน้อยใจอยู่คนเดียวเป็นปี...แต่ไม่ปริปาก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ตอนที่ร้ายที่สุดคือ ตอนจนยาก-ข้าพเจ้ามา ‘ซุกหัว’ อยู่กับเธอ...ให้เธอปรนนิบัติวัตถากสารพัด แต่อีตอนมีเงิน-ฟุ้งเฟ้อ...ดันไป ‘มีอีหนู’ เสียนี่&lt;br /&gt;เจ็บปวดไหม?&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 12-15)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเรื่องราวของคุณตุ๊แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังจำได้ดีคือ ฉากชีวิตสุดแสนคลาสสิกที่จังหวัดเพชรบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลายปี พ.ศ. 2482 ป๋าลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และสมัครเข้าเป็นเสมียนแผนกส่งเสริมกิจการสหกรณ์ตามความต้องการของคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ (เพื่อนของคุณพ่อป๋า) ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นอธิบดีกรมสหกรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อย่างเข่าสู่ปี พ.ศ. 2485 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายลับต้องการกู้ชาติจากการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น ท่านเริ่มต้นด้วยการย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯไปอยู่ที่เพชรบูรณ์ กรมสหกรณ์ต้นสังกัดของป๋าได้รับนโยบายด่วนจากกระทรวงเกษตรฯให้จัดคณะเจ้าหน้าที่พนักงานสหกรณ์ไปสำรวจและจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมนโยบายย้ายเมืองหลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่... ให้ตาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เมืองเพชรบูรณ์ในตอนนั้นเขากำลังเรียกกันว่า ‘เมืองหม้อใหม่แขวนคอ’ คือถ้าใครไปที่เมืองนั้น ต้องมีหม้อใหม่เอาไปสำหรับใส่กระดูกผูกเชือกแขวนคอไปด้วย เผื่อตาย ชาวบ้านจะได้ช่วยเผา เอากระดูกคนที่เป็นเจ้าของหม้อนั้นใส่หม้อส่งกลับไปยังบ้านเดิมของตนได้สะดวก&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 234)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป๋าได้รับคำสั่งย้ายเหมือนกัน แต่ให้ย้ายไปประจำสำนักงานสหกรณ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่—เมืองสวรรค์ที่ใครๆ ก็อยากไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงนินทาป๋าดังกระหึ่ม เนื่องจากใกล้ชิดกับเจ้ากรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเป็นดังนั้น ป๋าปราดขึ้นไปหาคุณพระพิจารณ์พาณิชย์ และประกาศกร้าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมไม่ไปเชียงใหม่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เถียงกันไปเถียงกันมา เมื่อคุณพระพิจารณ์พาณิชย์เห็นท่าว่าป๋าเอาจริงแน่ จึงพูดประชดขึ้นว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“อ๋อ ยืนยันอยากไปที่อื่น-อยู่เชียงใหม่เพื่อนฝูงพี่น้องของเอ็งเต็มเมือง ไม่ชอบ งั้นไปเพชรบูรณ์เอาไหม เพชรบูรณ์นี่แน่ะเฮ้ยว่างตั้ง ๑๔ ตำแหน่ง ไม่มีหมาสมัครไปสักตัว ข้าสั่งให้คนไหนไป-มันร้องไห้โฮทุกราย บางคนอยากลาออก”ข้าพเจ้าโพล่งพรวด, “ผมอยากไป”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พระพิจารณ์พาณิชย์สะอึก มีอาการตาค้าง เหมือนช็อค ยังกะหนังสต๊อปโมชั่น&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 236)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป๋ากับพรรคพวกอีกสิบสามคนขึ้นรถไฟสายเหนือไปถึงตะพานหินตอนย่ำรุ่ง ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโรงแรมแถวหัวลำโพงที่เพิ่งเช็กเอาต์ออกมาโดนระเบิดจากเครื่องบินพันธมิตรแหลกเป็นผุยผง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พวกเราทั้งสิบสี่คน มองนิ่งไปเบื้องหน้า ตะวันออก มองเห็นทางลูกรังสายยาวทอดจากหน้าโรงแรมไปสู่ทิศ ‘เมืองหม้อใหม่’ ยาวและเหยียดไปไม่มีโค้งและเลี้ยว ไปสู่ไอดินและหมอกขมัวข้างหน้า ซึ่งมีทิวเขายาวเหยียดขวางอยู่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสียงปั่นหม้อถ่านเพื่อเป็นพลังแทนน้ำมันเบนซินที่ขาดแคลนของรถเมล์ดังแว่วมา อีกสักครู่มันจะเป็นพาหนะให้เราเดินทางไปสู่จุดหมายอันมืดมนข้างหน้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ครู่หนึ่งนั้น ขณะที่พวกเราหยิบกระเป๋าจากที่วางบนรางรถไฟขึ้น เพื่อจะข้ามทางรถไฟไปสู่หน้าโรงแรมนั้น ลมหนาวพัดกรูมาวูบใหญ่วูบหนึ่ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มันเย็นจนเยือก ปนร้อนระอุอยู่ภายใน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป็น ‘ลมชีวิต’ ใหม่ที่พัดมาต้อนรับเรา มันให้บรรยากาศที่ว้าเหว่ เดียวดายเหมือนถูกเนรเทศและทอดทิ้ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ไม่มีใครจะเดาชีวิตข้างหน้าของตนได้ในครั้งนั้น พวกเราเหมือนถูกนรกหรือผีร้ายบันดาลและหยิบยกชีวิตเรามาวางอยู่บนโลกอีกโลกหนึ่ง โลกพิสดาร&lt;br /&gt;ใช่แล้ว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โลกของใครจะพิสดาร หรือวิบัติร้ายกาจสักแค่ไหนก็ช่างหัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่โลกใหม่ที่ชีวิตข้าพเจ้ากำลังจะพบข้างหน้า มันเป็นโลกแห่งชีวิตที่แสนจะบัดซบอย่างพิสดารที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่า (อย่างสารภาพ) ให้ท่านได้รู้ได้อ่านกันต่อไป&lt;/strong&gt; (เล่ม 1, หน้า 248-249)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบแบบนี้ หวังว่าคงไม่ทำให้ท่านผู้อ่านอยากอ่านต่อจนส่งคนมาปล้นหนังสือจากผมนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉากชีวิตของป๋าที่เพชรบูรณ์ทั้งสนุก เข้มข้น และน่าตื่นเต้น ซึ่งผมก็คงทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าคัดลอกเอามาให้ผู้อ่านได้อ่านต่อ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ฉากที่ผมชอบมากที่สุดฉากหนึ่งในเพชรบูรณ์ก็คือฉากนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานของพรรคพวกและป๋าดำเนินไปค่อนข้างน่าพอใจ แต่ยังเหลือพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ที่ยังไม่มีใครเข้าไป—ดงมูลเหล็ก ซึ่งกำนันเจ้าของพื้นที่บอกกับพวกป๋าเมื่อเข้ามาประชุมในตัวเมืองว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“หนุ่มๆ ทั้งนั้น ไหวหรือ”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรายังเซ่อ ถามเขาว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ไม่ไกลไม่ใช่รึ แค่ไหนเราก็ไปได้น่ะ พรุ่งนี้นะ พอจะรวบรวมราษฎรได้ทันไหม”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กำนันว่า “เรื่องหนทางคิดว่าพวกคุณไปไหว ก็ออกหนุ่มแน่นอย่างนี้ แต่มันต้องพิสูจน์กันก่อนนะ ว่าพวกเราควรจะร่วมมือกับพวกคุณหรือไม่น่ะ ไหวหรือไม่ไหวยังไม่รู้”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พวกเรางง ปลัดสมัยสะกิดข้าพเจ้าไปกระซิบ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“พวกนี้ยังไม่ยอมใครง่ายๆ หรอก เขาต้องลองก่อน”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ลองอะไร”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ลองดีน่ะซี อย่างนักเลงทั่วไปน่ะแหละ เขาอยากจะรู้ว่าพวกเราจะแน่สักแค่ไหน”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขณะนั้น กำนันและพวกกำลังลงไปจากอำเภอ เขาเปรยขึ้นว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“จะลองดูก็ได้นะคุณ พรุ่งนี้ไปดงมูลเหล็ก จะได้ประชุมราษฎรอย่างที่พวกคุณอยากทำ ได้หรือไม่ รู้กันมะรืนนี้แหละ”&lt;/strong&gt; (เล่ม 2, หน้า 272)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอก อนันตวงษ์ ‘นักเลงชีวิต’ จากแม่โจ้ เป็นคนแรกที่อาสาจะเข้าไป เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วถามว่า “ว่าแต่ว่า จะมีใครไปกับผมบ้างล่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพียงคนเดียวที่พยักหน้าจะไปกับเขาด้วยก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่โชคร้าย คืนนั้นฝนถล่มลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมสูง และตามขอนไม้ก็เต็มไปด้วยงูจงอาง แม้แต่ม้าก็ยังต้องถอย สหายเอกของป๋าเห็นท่าว่าคงจะไปไม่ไหว เตรียมยกเลิกการเดินทาง แต่เด็กหนุ่มอายุยี่สิบเอ็ดอย่างป๋าไม่ฟัง และยืนยันว่าตนเองจะเดินต่อไปคนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ในสถานการณ์เช่นนั้น เดินทางบุกน้ำแค่อกที่เชี่ยวกรากไปอย่างนั้น ไม่ว่าข้าพเจ้าหรือใครก็ตาม มันต้องบ้า ไม่บ้า-ไม่มีใครทำได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เป็นบ้าที่มีสาเหตุ บ้าที่รู้อยู่กับใจตนเอง อยากจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองนับถือตัวเอง ก็ต้องฉวยโอกาสวิกฤติเช่นนี้ อายุของเราไม่มากเกินกว่าที่จะรอให้ใครมาเติมใส่ความเป็นลูกผู้ชายให้แก่ตัวเองได้หรอก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้าพเจ้าบุกป่าน้ำเหนือหลากท่วมอกนั้นไปเป็นชั่วโมงๆ อย่างบ้าดีเดือด บอกกับตัวเองว่า ‘เอ็งต้องทำ...ทำอย่างที่ไม่มีใครกล้าที่ทำได้ เอ็งจะได้นับถือตัวเองว่าเป็นนักเลงชีวิตกับเขาอื่นได้สักที ต่อไปนี้ไม่มีใครจะมาวิ่งไล่จับไล่จูบแก้มแดงๆ ของข้าได้อีก ข้าเป็นลูกผู้ชายชาตินักสู้ได้เต็มตัวแล้ว’&lt;/strong&gt; (เล่ม 2, หน้า 276)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4-5 ชั่วโมงต่อมา ป๋าก็เข้าไปถึงดงมูลเหล็ก โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านรอต้อนรับ พร้อมกับไหเหล้า 5-6 ไห ขวดเหล้าประมาณ 20 ขวด และตะกร้ากระบุงใส่ปลากรอบสำหรับเป็นกับแกล้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นแบบนั้น ป๋าก็ถึงบางอ้อทันทีว่าไอ้ “ลองดี” ที่ว่ามันเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ (อีกแล้ว) ไม่มีทางที่ผมจะบรรยายฉากนี้ได้เลย นอกจากต้องยกพื้นที่นี้ให้กับป๋าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เหล้า ‘ลองดี’ ข้าพเจ้าเริ่มกินจอกหรือแก้วแรก โดยยังมีวางเรียงเป็นตับบนโต๊ะอีกไม่ต่ำกว่า ๒o ขวดนั้น มีสีเหลือง เหนียวข้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พอกระดกเข้าปาก มันลื่นไหลอย่างช้าๆ ไปที่ลำคอแล้วก็ติด รู้สึกมันร้อนระอุเหมือน ‘น้ำไฟ’ ลืมตัวต้องเอามือซ้ายของเราไปช่วยลูบมันนอกลำคอ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เสียงพวกกำนันผู้ใหญ่หันเราะกันอย่างครื้นเครง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สารวัตรกำนันรีบรินจอกใหม่ให้ข้าพเจ้าดื่มต่ออีก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“มันติดคอ ต้องกระแทกซ้ำ เอาเลยคุณ ไม่งั้นมันเผาคอคุณพังแน่”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อเขา รับจอกมากระดกเข้าปากอีก คราวนี้แก้วสองกระแทกที่หนึ่งที่ติดที่ลำคอ ไหลเรื่อยลงไปที่หน้าอก แล้วก็ติดอยู่ที่นั่น มันเหมือนน้ำไฟที่กำลังระเหยและเผาอยู่ในอกเรา แล้วทำท่าจะทะลุออกมา&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ติดอีกแล้ว” กำนันร้อง แล้วสั่งสารวัตรกำนัน “เฮ้ย รินช่วยคุณอีกสิ ซ้ำลงไปอีก ให้มันไหลลงท้อง ไม่งั้นหน้าอกหน้าใจพัง”&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;มีการรินซ้ำ และดื่มซ้ำลงไปอีกอย่างรวดเร็ว กว่าน้ำไฟนั้นจะไหลลงไปถึงท้อง ก็ล่อเข้าไปห้าแก้ว&lt;/strong&gt; (เล่ม 2, หน้า 279)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากสองโมง กินแบบเวียนจอกกันไปถึงสองทุ่ม ปลากรอบเป็นกระบุงและเหล้าหรืออุที่มีอยู่ทั้งหมู่บ้านหายวับไร้ร่องรอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองยาม ป๋าเปลี่ยนจากนั่งห้อยเท้ามาเป็นนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่หัวโต๊ะ ในขณะที่จอกยังถูกเวียนไปเรื่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประมาณตีหนึ่ง เหล้าที่เพิ่งถูกต้มใหม่ๆ ถูกส่งมาเติมอีกสิบกว่าขวด ป๋าบรรยายไว้ว่า “ดีกรีมันแรงกว่าเก่า กินแล้วเหงื่อแตกสู้กับน้ำค้างหยาด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีสอง เสียงกำนันและพวกผู้ใหญ่บ้านเริ่มอ้อแอ้ ป๋ายังคงยิ้มดื่ม ในขณะที่จอกยังคงเวียนต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;น้ำเหล้ามาหยุดขังอยู่แค่ลำคอ เผาคอ มันไม่ยอมลง หรือลงไปไม่ค่อยไหว เพราะกินจนล้นกระเพาะ ไม่ได้เยี่ยว-ไม่ได้ตด ไม่มีใครเขาห้ามเยี่ยวห้ามตดหรอก แต่ลุกจากเก้าอี้ไปไม่ได้ ถ้าลุกเป็นล้ม&lt;/strong&gt; (เล่ม 2, หน้า 282)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีสี่ ผู้ใหญ่บ้านจากคนละหมู่บ้านช่วยชีวิตป๋าไว้ได้ทัน ทั้งคู่พูดขัดคอกัน ก่อนที่จะสาวมือสาวเท้าเข้าใส่กันจนหมอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีห้า กำนันเถียงกับสารวัตรกำนัน ผลก็คือสารวัตรกำนันเตะกำนันเข้าให้ ที่เหลือไม่มีใครห้าม แต่แบ่งออกเป็นสองพวก—พวกกำนันกับพวกสารวัตรกำนัน—เปิดฉากตะลุมบอนกันนัวเนียวุ่นวาย ป๋ายังคงนั่งยิ้ม แต่น้ำตาคลอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป๋านั่งหลับจนถึงหกโมงเช้า ลูกเมียของใครบ้างก็ไม่รู้ลุกออกมาลากผัวของตนกลับเข้าบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประมาณเจ็ดโมงเช้า “แสงแดดสีเหลืองเริ่มกราดมาแต่ขอบฟ้า ข้าพเจ้าหันหน้าตรงกับดวงอาทิตย์พอดี น้ำตาข้าพเจ้าไหลพราก ไม่รู้ว่าร้องไห้ทำไม ชนะหรือแพ้ ภูมิใจหรือเสียใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันเศร้า เหงา อ้างว้าง บอกไม่ถูก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ดงมูลเหล็กและพื้นที่โดยรอบ ป๋ากับพรรคพวกสามารถตั้งสหกรณ์ได้อีกเกือบสิบสมาคม และได้รับการยอมรับจากชาวบ้านแบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่นั่นก็อาจจะยังไม่มีค่าเท่ากับการที่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า “ข้าพเจ้าเหมือนคนผ่านปริญญาเอกแห่งชีวิต ได้เป็น ‘นักเลงชีวิต’ ในป่าดงเช่นเพชรบูรณ์ได้ เมื่ออายุ ๒๑ ปี” อย่างน่าภาคภูมิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ผมอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี และก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสกลับมาพิจารณามันอีกครั้งในอีกสิบกว่าปีต่อมา กลับมาอ่านอีกครั้งหลังจากสิบปีล่วงเลยไป เรื่องราวชีวิตของป๋าก็ยังสนุกสนานเข้มข้นไม่ต่างจากเดิม แถมยังได้ข้อคิดและเกร็ดความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และปรัชญานักเลงแบบนี้ ก็คงมีเฉพาะ “นักเลงตัวจริง” แบบป๋าเท่านั้นที่จะเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อย่าไปคิดว่า ลูกผู้ชายต้องร้องไห้ไม่ได้ อย่าคิดว่า ‘น้ำตา’ คือ ‘ความอ่อนแอ’&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คนเรามีทั้ง ‘จุดเดือด’ และ ‘จุดอ่อน’ ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนมี ‘จุดอ่อน’ มีสติยิ่งกว่าคนมี ‘จุดเดือด’&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;น้ำตาจะมาพร้อมกับคุณธรรมและความสำนึก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป็นความอ่อนที่ละมุนละไม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พูดกันอย่าง ‘นักเลงเอากำปั้นทุบดิน’ ก็ต้องว่า ถ้าลูกผู้ชายหาควรมีน้ำตาไม่แล้ว ‘ลูกกะตา’ จะมีเอาไว้ให้มนุษย์ผู้ชายหา (ส้น) เท้าอะไร&lt;/strong&gt; (เล่ม 2, หน้า 381-382)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอขอบคุณป๋า—สมชาย อาสนจินดา—สำหรับ “นิทัศน์อุทาหรณ์” อันมีคุณค่ายิ่งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เผยแพร่ครั้งแรก:&lt;/strong&gt; คอลัมน์ open through ใน &lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115572187054857021?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115572187054857021/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115572187054857021&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115572187054857021'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115572187054857021'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/08/blog-post.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115295043179872979</id><published>2006-07-15T14:56:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:31.808+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0088.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0088.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0085.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0085.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0074.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0074.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0083.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0083.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0072.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0072.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0053.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0053.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0066.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0066.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0073.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0073.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;บรรยากาศที่สวนทูนอินเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/0057.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/0057.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;บ.ก.ภิญโญและชาวคณะ open เตรียมหม่ำข้าวเย็น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่นั่งตามหา &lt;strong&gt;ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า ส. อาสนจินดา&lt;/strong&gt; (หลังจากว่าตั้งใจว่าจะเขียนเล่าไว้ที่นี่ แต่คิดไปคิดมาก็เลยเขียนส่งไปที่ &lt;a href="http://www.onopen.com/2006/02/681"&gt;open online&lt;/a&gt; ก่อน เพราะทิ้งคอลัมน์มาเดือนกว่าแล้ว ใครอยากอ่านก็ตามไปอ่านได้ที่นั่นนะครับ) ในคลังหนังสือเก่า มีหนังสือของ “พญาอินทรี” ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผ่านมือผมไปหลายเล่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งนึกอยู่นานว่าเล่มไหนเป็นเล่มแรกที่ได้อ่าน ก็พอจะคลับคล้ายคลับคลาว่าอาจจะเป็น &lt;strong&gt;ปีนตลิ่ง หอมดอกประดวน&lt;/strong&gt; หรือไม่ก็ &lt;strong&gt;ผู้มียี่เกในหัวใจ&lt;/strong&gt; แต่ที่จำได้ค่อนข้างชัดเจนก็คือวีรกรรมของ แจ้ง ใบตอง และผองเพื่อนหนุ่มบ้านไร่ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการออกตามหาหนังสือของลุงปุ๊ทั้งเก่าและใหม่มาเก็บไว้ เก็บไปเก็บมาผมก็มีหนังสือของลุงปุ๊อยู่ตั้งประมาณ 40 เล่ม (รวมเล่มที่ชื่อปกเดียวกันแต่พิมพ์คนละห้วงเวลา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้พอมีเวลาว่าง ผมก็เลยเขียนรายชื่อหนังสือทั้งหมดที่มีเอามาเก็บไว้ที่นี่ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่ามีและไม่มีเล่มไหนบ้าง ส่วนภาพปกหนังสือของลุงปุ๊และข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เข้าไปดูได้ที่&lt;a href="http://www.tuneingarden.com"&gt;เว็บไซต์สวนทูนอิน&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รายชื่อหนังสือเรียงตามเวลาที่พิมพ์&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;1. &lt;strong&gt;หัวใจที่มีตีน&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, สิงหาคม 2512&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;2. &lt;strong&gt;หลงกลิ่นกัญชา&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ธันวาคม 2512&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;3. &lt;strong&gt;บางลำภูแสควร์&lt;/strong&gt;, พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น (แยกพิมพ์เป็น 2 เล่มคือ บางลำภูแสควร์ และ ฝนซาฟ้าหม่น), สิงหาคม 2513 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พฤษภาคม 2505)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;4. &lt;strong&gt;ฝนซาฟ้าหม่น (บางลำภูสแควร์ เล่ม ๒)&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, ธันวาคม 2513&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;5. &lt;strong&gt;คึกฤทธิ์แสบสันต์&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2518&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;6. &lt;strong&gt;ความหิวที่รัก&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2518&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;7. &lt;strong&gt;ดอกไม้ในถังขยะ&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, มิถุนายน 2518&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;8. &lt;strong&gt;น้ำตาสองเม็ด&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, สิงหาคม 2518&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;9. &lt;strong&gt;จากโคนต้นไม้ริมคลอง&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;10. &lt;strong&gt;ถึงป่าคอนกรีต&lt;/strong&gt;,สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;11. &lt;strong&gt;ขี่ม้าชมดอกไม้ เล่ม 1-2&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;12. &lt;strong&gt;ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พฤษภาคม 2519&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;13. &lt;strong&gt;ผู้ดีน้ำครำ&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น, สิงหาคม 2521&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;14. &lt;strong&gt;รัฐมนตรีบรรลาย (ผู้ดีน้ำครำ ๒)&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น, กุมภาพันธ์ 2522&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;15. &lt;strong&gt;พูดกับบ้าน&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ กุมภาพันธ์ 2536)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;16. &lt;strong&gt;ผกานุช บุรีรำ&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ตุลาคม 2535)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;17. &lt;strong&gt;ระบำนกป่า&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2537 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ ตุลาคม 2535)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;18. &lt;strong&gt;แดง รวี&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 3 มีนาคม 2538 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น สิงหาคม 2514)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;19. &lt;strong&gt;กรุงเทพฯ รจนา&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2538 (พิมพ์ครั้งแรก แหล่งพิมพ์เรือใบ 2516)&lt;br /&gt;20. &lt;strong&gt;นอนบ้านคืนนี้&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พฤษภาคม 2540&lt;br /&gt;21. &lt;strong&gt;หอมดอกประดวน&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 กรกฎาคม 2542 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น กรกฎาคม 2511)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;22. &lt;strong&gt;ผู้มียี่เกในหัวใจ&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 6 ตุลาคม 2542 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2512)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;23. &lt;strong&gt;นินทา ฯพณฯ สาก ส.ส. กะเบือ (HA-HA)&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พฤษภาคม 2543&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;24. &lt;strong&gt;บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 กันยายน 2543 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น พฤศจิกายน 2515)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;25. &lt;strong&gt;อเมริกา อเมริกู&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์มติชน, ตุลาคม 254326. โคบาลนักเลงปืน, สำนักพิมพ์มติชน, พฤศจิกายน 2543&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;27. &lt;strong&gt;ปีนตลิ่ง&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 ธันวาคม 2543 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2515)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;28. &lt;strong&gt;นินทานายกรัฐมนตรี&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 มกราคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก แพรวสำนักพิมพ์ พฤษภาคม 2542)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;29. &lt;strong&gt;ใต้ถุนป่าคอนกรีต 1&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 6 พฤษภาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักงานอาจินต์ ปัญจพรรค์ พฤษภาคม 2511)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;30. &lt;strong&gt;บางลำภูสแควร์&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤษภาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พฤษภาคม 2505)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;31. &lt;strong&gt;ใต้ถุนป่าคอนกรีต 2 ขบวนหลัง&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 6 สิงหาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก โดยสำนักงานอาจินต์ ปัญจพรรค์ พฤษภาคม 2511)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;32. &lt;strong&gt;คืนรัก&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 4 กันยายน 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา ธันวาคม 2505)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;33. &lt;strong&gt;สาหร่ายปลายตะเกียบ&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ภัคธรรศ, พิมพ์ครั้งที่ 2 ตุลาคม 2544 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์บริษัท พี. วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด 2525)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;34. &lt;strong&gt;สนิมสร้อย&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 7 มกราคม 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา มีนาคม 2504)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;35. &lt;strong&gt;มาดเกี้ยว&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, กุมภาพันธ์ 2545&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;36. &lt;strong&gt;หลงกลิ่นกัญชา&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 มิถุนายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ธันวาคม 2512)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;37. &lt;strong&gt;บุหลันลบแสงสุรยา บรูไน&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์ภัคธรรศ, พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน กุมภาพันธ์ 2527)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;38. &lt;strong&gt;นักเลงโกเมน เล่ม ๑-๓&lt;/strong&gt;, สำนักพิมพ์มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 2 พฤศจิกายน 2545 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ไม่ระบุปีที่พิมพ์)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;39. &lt;strong&gt;ฝนเหล็ก-ไฟปืน’ ๓๕&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, มีนาคม 2546&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;40. &lt;strong&gt;ผู้ดีน้ำครำ&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 3 ตุลาคม 2546 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ปิยะสาส์น แยกพิมพ์เป็น 2 เล่ม ใช้ชื่อปก ผู้ดีน้ำครำ [สิงหาคม 2521] และ รัฐมนตรีบรรลาย [กุมภาพันธ์ 2522])&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;41. &lt;strong&gt;เสเพลบอยชาวไร่&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 7 สิงหาคม 2547 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เมษายน 2512)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;42. &lt;strong&gt;ดลใจภุมริน&lt;/strong&gt;, แพรวสำนักพิมพ์, พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2549 (พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ตุลาคม 2515)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;เฟื่องนคร&lt;/strong&gt;, &lt;strong&gt;'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเพื่อนหนุ่ม&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- พฤษภาคม อุไร&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- สิงหาคม สมิต&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- ตุลาคม ไพรำ&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- พฤศจิกายน อัมพา&lt;/strong&gt;, 2512&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- สิงหาคม รมณี&lt;/strong&gt;, 2513&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;- กันยายน นลิน&lt;/strong&gt;, 2513&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115295043179872979?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115295043179872979/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115295043179872979&amp;isPopup=true' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115295043179872979'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115295043179872979'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/07/2548.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115278322084539661</id><published>2006-07-13T16:27:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.658+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/elephant.4.jpg" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;หน้าต่าง&lt;/strong&gt; แปลจาก &lt;strong&gt;A Window&lt;/strong&gt; ใน &lt;strong&gt;The Elephant Vanishes&lt;/strong&gt; โดย Haruki Murakami&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นไงบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวันมานี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น และตอนนี้แสงอาทิตย์ก็เริ่มส่งสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิกลิ่นหอมจรุงมาบ้างแล้ว ผมหวังว่าคุณคงสบายดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายฉบับล่าสุดของคุณอ่านสนุกมาก คุณเขียนได้ดีมากในตอนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแฮมเบอร์เกอร์สเต็กกับผล nutmeg สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือ มันเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ผมได้กลิ่นหอมอบอุ่นของห้องครัว ได้ยินกระทั่งเสียงอันมีชีวิตชีวาของมีดที่กระทบกับแผ่นรองในขณะที่กำลังซอยหัวหอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จดหมายของคุณทำให้ผมอยากกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กขึ้นมาจนห้ามใจไว้ไม่อยู่ ผมต้องออกไปที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ และสั่งมันมากินในคืนนั้นเลย อันที่จริงที่ร้านอาหารมีแฮมเบอร์เกอร์สเต็กให้เลือก 8 แบบ แบบเท็กซัส แบบฮาวาเอียน แบบญี่ปุ่น อะไรแบบนั้น แบบเท็กซัสอันใหญ่ ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเท็กซัสคงประหลาดใจน่าดูหากพวกเขาผ่านมาในย่านนี้ของโตเกียว แบบฮาวาเอียนประดับด้วยสับปะรดชิ้นเล็กๆ แบบแคลิฟอร์เนีย... ผมจำไม่ได้แล้ว แบบญี่ปุ่นโรยด้วยหัวไชเท้าขูด ร้านอาหารตกแต่งอย่างปราณีต และสาวเสิร์ฟแต่ละคนก็งามหมดจดด้วยกระโปรงสั้นจุ๊ดจู๋&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อสำรวจการตกแต่งร้านอาหารหรือเรียวขาของสาวเสิร์ฟ ผมไปที่นั่นด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือการกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็ก ไม่ใช่แบบเท็กซัส แบบแคลิฟอร์เนีย หรือแม้กระทั่งแบบอื่นๆ แต่เป็นแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบธรรมดาเรียบง่ายสามัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับสาวเสิร์ฟ “ขอโทษค่ะ” เธอตอบ “แฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบที่คุณเห็นคือทั้งหมดที่ร้านของเรามีค่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมโทษอะไรเธอไม่ได้ แน่นอน เธอไม่ใช่คนคิดรายการอาหาร เธอไม่ได้เป็นคนเลือกชุดทำงานที่เผยขาอ่อนให้เห็นทุกครั้งที่เก็บจานบนโต๊ะ ผมยิ้มให้เธอและสั่งแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบฮาวาเอียน ผมก็แค่หยิบสับปะรดวางไว้ข้างๆ จานอย่างที่เธอบอก ก่อนที่จะกินสเต็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราอยู่ในโลกที่ช่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้! สิ่งที่ผมต้องการคือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กธรรมดาสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ผมได้กินตอนนี้คือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบฮาวาเอียนที่ไม่มีสับปะรด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่ผมเข้าใจ แฮมเบอร์เกอร์สเต็กของคุณเป็นแบบธรรมดา ขอบคุณสำหรับจดหมาย สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือแฮมเบอร์เกอร์สเต็กธรรมดาๆ ที่คุณทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงกันข้าม ผมรู้สึกว่าย่อหน้าที่พูดถึงเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติบนทางรถไฟสายหลักมันผิวเผินไปหน่อย ประเด็นปัญหาของคุณใช้ได้แน่อยู่แล้ว แต่ผู้อ่านไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนนัก อย่าพยายามเป็นผู้สังเกตการณ์ที่มองอย่างเจาะลึกมากจนเกินไป ถึงที่สุดแล้ว การเขียนก็เป็นเพียงแค่สิ่งชั่วคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คะแนนสำหรับจดหมายฉบับล่าสุดของคุณคือ 70 รูปแบบการเขียนของคุณกำลังพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง อย่าเพิ่งหมดความอดทน ทำงานของคุณต่อไปด้วยความมุมานะแบบที่คุณทำมาตลอด ผมจะรอจดหมายฉบับต่อไปของคุณ ไม่ดีหรือที่ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้ว?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ขอบคุณสำหรับคุกกี้หลากรส มันอร่อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม กฎของบริษัทห้ามติดต่อกันเป็นการส่วนตัวอย่างเคร่งครัดนอกเหนือจากการเขียนจดหมาย ผมคงต้องขอร้องให้คุณใจดีน้อยลงกว่านี้หน่อยในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงกระนั้น ขอขอบคุณอีกครั้งครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทำงานล่วงเวลางานนี้มาได้ปีหนึ่งแล้ว ผมอายุยี่สิบสองในเวลานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมตอบจดหมายแบบนี้เดือนละประมาณสามสิบฉบับหรือมากกว่า รับสองพันเยนต่อฉบับจากบริษัทแปลกประหลาดบริษัทเล็กๆ ในย่านอิดาบาชิซึ่งเรียกตัวเองว่า “สังคมแห่งการเขียน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณเองก็สามารถเขียนจดหมายจับใจได้เช่นกัน” โฆษณาของบริษัทโม้ไว้แบบนั้น “สมาชิก” ใหม่จ่ายค่าธรรมเนียมเริ่มต้นและค่าสมาชิกรายเดือน แลกกับการที่พวกเขาสามารถเขียนจดหมายได้สี่ฉบับต่อเดือนส่งตรงถึงบริษัท พวกเราเหล่า “กูรู” จะตอบจดหมายของพวกเขาด้วยตัวเองแบบเดียวกับจดหมายข้างต้น ตรวจทานความถูกผิด, แสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางปรับปรุงแก้ไขสำหรับฉบับต่อไป ผมมาสมัครงานนี้หลังจากเห็นประกาศรับสมัครในสำนักงานของนักศึกษาภาควิชาวรรณกรรม ในเวลานั้นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าผมต้องเรียนจบช้าไปอีกหนึ่งปี และพ่อแม่ของผมบอกว่าหากเป็นดังนั้นก็จะตัดเงินเดือนของผมลง นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ ผมต้องเขียนบทความสั้นๆ จำนวนหนึ่ง สัปดาห์ต่อมาผมก็ได้เข้าทำงาน เริ่มต้นจากการฝึกอบรมเรื่องความถูกต้อง การเสนอแนวทาง และเคล็ดลับอื่นๆ ของการทำงาน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมาชิกของบริษัทจะถูกแจกจ่ายไปยังกูรูแต่ละคนที่เป็นเพศตรงข้าม ผมมีสมาชิกทั้งหมด 24 คน อายุตั้งแต่ 14-53 ปี ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 25-35 ปี ที่สำคัญ เกือบทั้งหมดอายุมากกว่าผม ในเดือนแรก ผมอกสั่นขวัญหาย พวกเธอเข้าไปใกล้การเป็นนักเขียนมากกว่าผมและมีประสบการณ์มากโขให้ถ่ายทอด ยิ่งไปกว่านั้น ผมแทบไม่เคยเขียนจดหมายแบบจริงจังมาก่อนในชีวิต ผมไม่แน่ใจว่าจะผ่านเดือนแรกไปได้ เหงื่อผมออกอยู่ตลอดเวลา มั่นใจว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในความรับผิดชอบของผมคงเรียกขอกูรูคนใหม่—แรงจูงใจพิเศษของบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งเดือนผ่านไป ไม่มีสมาชิกคนใดไม่สบอารมณ์กับการเขียนของผม ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของบริษัทบอกว่าผมเป็นที่ชื่นชอบมาก สองเดือนกว่าผ่านไป ดูเหมือนว่าสมาชิกจะขอบคุณ “แนวทาง” ที่ผมเสนอไปซึ่งช่วยปรับปรุงการเขียนของพวกเขาด้วยซ้ำ มันแปลกมาก ผู้หญิงเหล่านั้นยกให้ผมเป็นครูของพวกเธอด้วยความไว้วางใจเต็มที่ เมื่อผมรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมสามารถเสนอคำวิจารณ์ต่อพวกเธอได้อย่างเป็นธรรมชาติและไม่วิตกกังวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานั้นผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้—พวกเธอเงียบเหงาเดียวดาย (เช่นเดียวกับสมาชิกผู้ชายของบริษัท) พวกเขาต้องการเขียน แต่ก็ไม่มีใครให้เขียนถึง พวกเขาไม่ใช่ประเภทที่ชอบเขียนจดหมายไปหาดีเจ พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นส่วนตัวมากกว่านั้น แม้ว่ามันจะมาในรูปของการตรวจทานความถูกต้องและการวิจารณ์ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตวัยยี่สิบต้นๆ เหมือนกับตัววอลรัสพิการในฮาเร็มอันแสนจะอบอุ่นที่เต็มไปด้วยจดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และจดหมายเหล่านั้นก็บรรจุเรื่องราวหลากหลายจนสุดจะพรรณนา บางฉบับน่าเบื่อ บางฉบับก็สนุก และบางฉบับก็น่าเศร้า เสียดายที่ผมไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ (เราต้องคืนจดหมายทุกฉบับให้บริษัท) และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นนานมาแล้วจนผมจำรายละเอียดอะไรไม่ได้ แต่ที่ผมยังจำได้คือมันเต็มไปด้วยเรื่องราวของชีวิตในทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่คำถามที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยหยุมหยิมที่สุด และข้อความที่พวกเธอเขียนมา สำหรับผม—ผมซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 22 ปี—มันดูหนีห่างจากความเป็นจริง มันดูเหมือนไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิงในเวลานั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการขาดประสบการณ์ชีวิตของผมเพียงอย่างเดียว ตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่าความจริงของสรรพสิ่งไม่ใช่สิ่งที่คุณถ่ายทอดไปสู่คนอื่น แต่คือสิ่งที่คุณสร้างขึ้น นี่คือสิ่งที่ให้กำเนิดความหมาย แน่นอน ในเวลานั้นผมยังไม่รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกับผู้หญิงเหล่านั้น นี่ต้องเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจดหมายเหล่านั้นพุ่งชนผมด้วยสองมิติแปลกประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องออกจากงาน สมาชิกในความรับผิดชอบของผมต่างแสดงความเสียใจ และด้วยความสัตย์จริง แม้ว่าผมจะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวแล้วกับงานเขียนจดหมายอันไม่มีวันสิ้นสุด แต่ผมก็รู้สึกเสียใจเช่นกัน ผมรู้ว่าผมจะไม่มีโอกาสที่ผู้คนจำนวนมากยินดีเปิดเผยตัวตนต่อผมด้วยความจริงใจแบบนี้อีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;0 0 0&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฮมเบอร์เกอร์สเต็ก, ผมมีโอกาสได้กิมแฮมเบอร์เกอร์สเต็กจากฝีมือของหญิงสาวที่ผมเขียนจดหมายตอบกลับไปเมื่อตอนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธออายุ 32 ปี ไม่มีลูก สามีทำงานอยู่ในบริษัทที่มีชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศ เมื่อผมแจ้งข่าวในจดหมายฉบับสุดท้ายว่าผมจะลาออกจากงานในเดือนนั้น เธอชวนผมไปกินข้าวกลางวัน “ฉันจะทำแฮมเบอร์เกอร์สเต็กแบบธรรมดาสามัญที่สุดให้คุณกิน” เธอตอบกลับมา แม้จะมีกฎของบริษัทห้ามไว้ แต่ผมก็ตัดสินใจตอบตกลง แรงกระตุ้นของคนหนุ่มอายุ 22 ปีเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อพาร์ตเมนต์ของเธอตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายโอดาคิว ห้องพักเป็นระเบียบดูเหมาะกับคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ หรือเสื้อสเวตเตอร์ของผู้หญิง ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ของดีมีราคาแต่ก็ดูดี เราทั้งสองคนต่างประหลาดใจเมื่อได้พบกัน เธอดูอ่อนกว่าอายุจริงสำหรับผม และอายุที่แท้จริงของผมก็ทำให้เธอประหลาดใจ เธอนึกว่าผมจะอายุมากกว่าเธอ บริษัทไม่ยอมเปิดเผยอายุของกูรูให้สมาชิกทราบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราหายประหลาดใจ ความตึงเครียดปกติของการพบกันครั้งแรกก็หายไป เรากินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กและจิบกาแฟ รู้สึกราวกับว่าเราทั้งคู่ต่างพลาดรถไฟขบวนเดียวกัน เมื่อพูดถึงรถไฟ จากหน้าต่างอพาร์เมนต์บนชั้นสามของเธอสามารถมองเห็นทางรถไฟที่อยู่ข้างล่างได้ อากาศในวันนั้นกำลังดี และราวตากผ้าตามระเบียงของอาคารก็เต็มไปด้วยผ้าปูกับเบาะรองนอน เสียงไม้ไผ่ตีเบาะรองนอนดังมาเป็นระยะ ผมยังจำเสียงนั้นได้จนทุกวันนี้ น่าแปลกที่ระยะเวลาทำอะไรมันไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฮมเบอร์เกอร์สเต็กเยี่ยมยอด ให้รสชาติที่แท้จริง ผิวนอกเป็นสีน้ำตาลเกรียมกรอบ ข้างในชุ่มไปด้วยน้ำจากชิ้นเนื้อและซอสสมบูรณ์แบบ แม้ว่าผมจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าผมยังไม่เคยกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็กที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้กินที่อร่อยแบบนี้มานานแล้ว ผมบอกเธอไปแบบนี้ เธอดีใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากจิบกาแฟ เราคุยกันเรื่องชีวิตของแต่ละคน มีเสียงเพลงจาก Burt Bacharach บรรเลงเป็นเพื่อน อย่างที่บอกไปว่าผมไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตตัวเองมากนัก เธอจึงเป็นฝ่ายพูดมากกว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เธอบอกว่าอยากเป็นนักเขียน เธอพูดถึง Francoise Sagan หนึ่งในนักเขียนที่เธอชอบ เธอชอบ &lt;em&gt;Aimez-vous Brahms?&lt;/em&gt; เป็นพิเศษ ผมไม่ได้ไม่ชอบ Sagan อย่างน้อยผมก็ไม่ได้คิดว่าเธอเขียนไม่ดีอย่างที่หลายคนบอก ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ทุกคนต้องเขียนนิยายแบบ Henry Miller หรือ Jean Genet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ฉันก็ไม่สามารถเขียนได้” เธอบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่มีอะไรสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น” ผมบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่ ฉันรู้ว่าฉันเขียนไม่ได้ คุณเป็นคนหนึ่งที่บอกฉันอย่างนั้น” เธอยิ้ม “การเขียนจดหมายถึงคุณทำให้ฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันไม่มีพรสวรรค์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าผมเริ่มแดง นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในตอนนี้ แต่ตอนที่ผมอายุยี่สิบสอง หน้าผมแดงตลอดเวลา “แต่อันที่จริง การเขียนของคุณก็มีอะไรบางอย่างที่ซื่อตรง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอยิ้มแทนคำตอบ รอยยิ้มเล็กๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่างน้อยจดหมายฉบับหนึ่งของคุณก็ทำให้ผมต้องออกไปกินแฮมเบอร์เกอร์สเต็ก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตอนนั้นคุณอาจกำลังหิวก็ได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ ผมอาจกำลังหิวจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รถไฟวิ่งผ่านด้านล่างของหน้าต่าง เสียงล้อบดรางแข็งกระด้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 5 โมงเย็น ผมขอตัวกลับ “ผมคิดว่าคุณคงต้องเตรียมอาหารเย็นสำหรับสามี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขากลับบ้านดึกมาก” เธอบอก ยกมือขึ้นแนบคาง “เขาไม่เคยกลับบ้านก่อนเที่ยงคืน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เขาคงมีงานยุ่งมาก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น” เธอตอบ นิ่งไปสักพัก “ฉันคิดว่าจะเขียนเกี่ยวกับปัญหาของฉันถึงคุณสักครั้ง มีบางอย่างที่ฉันไม่สามารถคุยกับเขาได้ ความรู้สึกของฉันแทรกผ่านไปถึงเขาไม่ได้ หลายๆ ครั้งฉันรู้สึกว่าเรากำลังพูดกันคนละภาษา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าจะพูดกับเธอยังไงดี ผมไม่สามารถเข้าใจได้ว่าคนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกคนหนึ่งได้อย่างไรถ้าหากมันเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงความรู้สึกให้คนคนนั้นได้รับรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ก็ไม่เป็นไร”เธอพูดเบาๆ น้ำเสียงพยายามแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นไรจริงๆ “ขอบคุณที่เขียนจดหมายถึงฉันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันสนุกกับมันมากจริงๆ และการเขียนจดหมายถึงคุณก็เป็นการช่วยชีวิตฉัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมก็สนุกกับจดหมายของคุณเช่นกัน” ผมบอก แม้ว่าจริงๆ แล้วผมแทบจะจำไม่ได้ว่าเธอเขียนอะไรมาบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง เธอมองไปที่นาฬิกาบนผนัง ราวกับกำลังคิดวิเคราะห์การเลื่อนผ่านของกาลเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณจะทำอะไรต่อไปหลังจากที่เรียนจบ?” เธอถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ ผมตอบเธอ ผมยังไม่มีความคิดว่าจะทำอะไรต่อไป เมื่อผมพูดจบ เธอยิ้มอีกครั้ง “บางทีคุณน่าจะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียน” เธอบอก “คำวิจารณ์ของคุณเขียนได้งดงามมาก ฉันเคยเฝ้ารอคอยมัน จริงๆ นะ นี่ไม่ได้แกล้งชมกัน เท่าที่ฉันรู้ คุณเขียนมันก็เพราะเป็นหน้าที่ แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่แท้จริง ฉันเก็บมันไว้ทุกฉบับ และเอามันออกมาอ่านซ้ำอยู่บ่อยๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขอบคุณครับ” ผมตอบ “และขอบคุณสำหรับแฮมเบอร์เกอร์ด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิบปีผ่านเลยไป แต่ทุกครั้งที่ผมผ่านทางรถไฟสายโอดาคิว ผมคิดถึงเธอและแฮมเบอร์เกอร์สเต็กผิวเกรียมกรอบ ผมมองไปยังอาคารที่อยู่ข้างๆ ทางรถไฟและถามตัวเองว่าหน้าต่างบานไหนคืออพาร์ตเมนต์ของเธอ ผมนึกถึงทิวทัศน์ที่มองมาจากหน้าต่างบานนั้นและพยายามคิดว่ามันน่าจะเป็นบานไหน แต่ผมก็ไม่เคยจำมันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีเธออาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่ถ้าเธอยังอยู่ เธออาจกำลังฟังเพลงของ Burt Bacharach ม้วนเดียวกันนั้นอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้าต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมควรจะนอนกับเธอหรือเปล่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือคำถามหลักของเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบอยู่ห่างไกลจากตัวผม แม้กระทั่งตอนนี้ ผมไม่มีความเห็น มีหลายอย่างที่เราไม่มีทางเข้าใจมันได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ทั้งหมดที่ผมทำได้คือการมองจากรถไฟไปยังหน้าต่างบานที่อาจเป็นอพาร์ตเมนต์ของเธอ บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทุกๆ บานสามารถเป็นหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเธอได้ทั้งนั้น และบางครั้งผมก็คิดว่าไม่มีบานใดเลยที่ใช่ มันมีหน้าต่างอยู่ที่นั่นมากเกินไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115278322084539661?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115278322084539661/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115278322084539661&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115278322084539661'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115278322084539661'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/07/window-elephant-vanishes-haruki.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115139068917715469</id><published>2006-06-27T13:37:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.583+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/Resize%20of%20haruki%202.2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/400/Resize%20of%20haruki%202.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;โลกของสุมิเระใน Sputnik Sweetheart&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่มีมนุษย์คนไหนเดินทางผ่านชีวิตไปได้โดยไม่เคยลิ้มลองประสบการณ์โดดเดี่ยว อาจถึงขั้นเดียวดายเบื่อเหงาในป่ารกร้าง เขาจะพบว่า ต้องพึ่งพาตนเองเพียงสถานเดียว ห้วงเวลาเช่นนั้นจะสอนให้เขารู้จักพลังแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว” (หน้า 16)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อความของแจ็ก เครูแอ็ก ใน Lonesome Traveler ข้อความนี้ อาจเป็นคำอธิบายลักษณะเฉพาะของตัวละครในนวนิยายแทบทุกเรื่องของฮารูกิ มูราคามิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วังเวง โดดเดี่ยว ในบริบทของสังคมที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตถึงขีดสุด และผู้คนต่างมุ่งหวังครอบครองวัตถุเงินทองอย่างสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุคแห่งการฟื้นฟูที่เอ่อล้นไปด้วยผลผลิต เทคโนโลยีอันทันสมัย และชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย แต่สุดท้ายแล้ว การได้มากลับดูเหมือนไม่ต่างจากการสูญเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนต่างน้อมคารวะให้แก่การก่อกำเนิด แต่พวกเขาก็แทบจะไม่รู้ตัวว่าพิธีเซ่นสังเวยก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมคนเราถึงได้เหงาขนาดนี้? คำอธิบายแท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน? คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคนที่จะมาปลอบประโลมใจให้คลายเหงา แต่ก็กระถดตัวหนี ปลีกตัวไปอยู่เดียวดาย ทำไม? เป็นไปได้หรือไม่ว่าโลกถูกส่งให้มาลอยดวงกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา?” (หน้า 176)&lt;br /&gt;&lt;a id="more-588"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในลักษณะนี้กลายเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวในงานเขียนของมูราคามิ มันดึงดูดนักอ่านจำนวนหนึ่งให้หลงใหล แต่อีกจำนวนหนึ่งก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Sputnik Sweetheart (1999) มูราคามิยังคงอาศัยเรื่องราวเหนือจริงเป็นเครื่องมือช่วยถ่ายทอดเนื้อหาสาระของนวนิยายเช่นเดียวกับอีกในหลายๆ เรื่อง การหายตัวไป (เหมือนหมอกควัน) ของสุมิเระบนเกาะเล็กๆ ในทะเลอีเจียน เปิดโอกาสให้มูราคามิสามารถนำสุมิเระอีกคนหนึ่งออกมานำเสนอต่อผู้อ่าน—สุมิเระที่แนะนำตัวเธอเอง ไม่ใช่สุมิเระที่ผู้อ่านรู้จักผ่านคำบอกเล่าของ ‘ผม’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนที่จะลงมือเขียน A Wild Sheep Chase (1982) ผลงานชิ้นที่สาม มูราคามิตระหนักดีว่าเขาต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากผลงานสองชิ้นแรก (Hear the Wind Sing [1979] และ Pinball, 1973 [1980]) ซึ่งนั่นทำให้เขาค้นพบว่าพลังของเรื่องราวเหนือจริงจะช่วยให้เขาทำเช่นนั้นได้ มูราคามิเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “บางครั้งคุณก็ต้องการอะไรบางอย่าง—บางอย่างที่เหนือธรรมชาติหรือแปลกประหลาด—เพื่อทำให้มันเป็นจริงมากขึ้น ผมรู้ว่าใน A Wild Sheep Chase เรื่องราวดูเหมือนจะจับต้องสัมผัสได้มากขึ้นเมื่อมนุษย์แกะปรากฏตัว แม้ว่าตัวมนุษย์แกะเองจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงก็ตาม ผมชอบแบบนั้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การหายตัวไปของสุมิเระอาจไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เธออาจกำลังสับสนจนต้องลุกออกไปเดินเล่นคนเดียว เธออาจประสบอุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย เหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับใครในที่ไหนๆ ก็ได้ในโลก ศพของเธอหาไม่พบ และตำรวจก็จนปัญญาจะสะสางเรื่องราว เธอกลายเป็นผู้สูญหาย เมื่อเวลาผ่านเลยไป เธอกลายเป็นเพียงความทรงจำของญาติพี่น้องและคนรู้จัก ก่อนที่จะถูกลืมเลือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าแก่นแท้ของเรื่องราวเหนือจริงในนวนิยายของมูราคามิคือการทำหน้าที่นำพาผู้อ่านไปสู่อะไรบางอย่าง การหายตัวไปของสุมิเระก็อาจเป็นประตูที่มูราคามิใช้สำหรับนำพาผู้อ่านเข้าไปสู่โลกของตัวเธอเอง—โลกของ ‘ผม’ โลกของมิว และโลกของเราทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นวนิยายลำดับที่เก้าของมูราคามิเกริ่นนำด้วยการบอกเล่าถึงชะตากรรมของไลก้า—เยอรมันเชฟเพิร์ด—สิ่งมีชีวิตแรกที่มีโอกาสก้าวพ้นชั้นบรรยากาศของโลก ออกโคจรพร้อมกับดาวเทียมสปุตนิก II ของสหภาพโซเวียต ...ชั่วนิรันดร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สปุตนิก II—ทรงกลมโลหะเส้นผ่านศูนย์กลาง 58 เซนติเมตร น้ำหนัก 83.6 กิโลกรัม—และไลก้า เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่มูราคามิใช้เป็นสื่อในการแสดงความรู้สึกของตัวละคร เป้าหมายทางด้านการวิจัยทางชีววิทยาอาจสร้างความตื่นเต้นให้กับนักวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คน และผลการวิจัยก็แทบจะกลายเป็นความลับของคนทั้งโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ในฐานะของมนุษย์ธรรมดาบนโลกใบนี้ มูราคามิเห็นว่าดาวเทียมกับสุนัขตัวหนึ่งส่งผ่านความหมายมากมายกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เหมือนเขื่อนแตกเลย สุมิเระนอนซบหมอนร้องไห้จนตัวโยนอยู่นาน เธอร้องไห้ ฉันนั่งลูบหลังให้ ลูบจากหัวไหล่มาถึงบั้นเอว ปลายนิ้วแตะกระดูกทุกท่อน ฉันอยากร่วมร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นั่นเองที่ฉันตระหนักถึงความหมายแท้จริง...เพื่อนเดินทาง เราสองเป็นเพื่อนเดินทางวิเศษสุด แต่ในท้ายที่สุด ก็เป็นได้เพียงแค่ทรงกลมโลหะอัปลักษณ์ แยกย้ายกันหมุนเคลื่อนไปตามวงทางโคจรเฉพาะตัว มองจากระยะไกล ดูสุดสวยเหมือนดาวตกพุ่งวาบข้ามฟ้า แต่ในความเป็นจริง ก็เป็นแต่เพียงคุก กักขัง ขังเดี่ยว เดินทางไปไร้จุดหมาย เมื่อใดที่วงทางโคจรตัดข้ามกัน เราก็ร่วมทางกันได้ชั่วอึดใจ อาจเปิดหัวใจตีแผ่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับทราบ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะทันรู้ตัว เราก็พุ่งวาบไปในความเปลี่ยวเหงา โดดเดี่ยวอ้างว้าง จนกว่าเราจะตกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เผาไหม้เป็นจุณ” (หน้า 117)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของหญิงรักหญิงเป็นแง่มุมที่มูราคามิยังไม่เคยสำรวจมาก่อน และเมื่อเขาลงมือ ผลที่ออกมาก็อยู่เหนือการคาดเดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุมิเระอายุ 22 ปี เลิกเรียนมหาวิทยาลัยกลางคัน พร้อมกับความมุ่งมั่นตั้งใจจะเป็นนักเขียนให้จงได้ ‘ผม’ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ ความสัมพันธ์เริ่มต้นจากความหลงใหลในการอ่านของทั้งคู่ ‘ผม’ หลงรักสุมิเระ แต่สุมิเระหลงรักผู้หญิงที่อายุมากกว่าเธอ 17 ปี และไม่มีความกระหายอยากทางเพศกับผู้ชาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ในเสี้ยววินาทีที่มิวขยี้เส้นผม สุมิเระตกหลุมรักด่วนฉับพลัน ประหนึ่งว่ากำลังเดินไปกลางทุ่ง ตูม! สายฟ้าพุ่งผ่าลงมากลางหัว ละม้ายคล้ายการดลบันดาลเชิงศิลปะ ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมสุมิเระไม่เสียเวลาใส่ใจว่า ผู้ที่หลงรักเป็นสตรี” (หน้า 19)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิวชวนสุมิเระมาช่วยงานในธุรกิจนำเข้าไวน์ของเธอ ทั้งคู่ออกตระเวนยุโรปเพื่อติดต่อธุรกิจด้วยกัน อิตาลี ฝรั่งเศส ก่อนจะสิ้นสุดที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในกรีซ ที่ที่สุมิเระหายตัวไป—เหมือนหมอกควัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘ผม’—ครูโรงเรียนประถม เพื่อนคนเดียวของสุมิเระ—ได้รับการติดต่อจากมิวให้ไปช่วยตามหาสุมิเระที่กรีซ หลังจากความพยายามในการค้นหาดูจะไร้ความหมาย ‘ผม’ ตัดสินใจเสนอทฤษฎีที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้ว” (หน้า 162)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หนูรู้ไหมว่าครูอยากทำอะไรมากที่สุดในตอนนี้?” ‘ผม’ คุยกับแคร็อต—ลูกศิษย์ในชั้นเรียนที่เพิ่งขโมยของในห้างสรรพสินค้า “ครูอยากจะปีนขึ้นไปยังที่สูง เช่น ยอดพีระมิด สูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ จะได้มองไปให้ไกลที่สุด ยืนอยู่บนยอดสุดสูง กวาดสายตามองรอบโลก มองภาพทิวทัศน์ มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตาตนเองว่ามีสิ่งใดสูญหายไปจากโลกนี้บ้างแล้ว ไม่รู้ซี...จริงแล้วครูอาจจะไม่ต้องการมองอะไรอีก ไม่อยากเห็นอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้” (หน้า 189)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตามหาสิ่งที่ ‘สูญหาย’ เป็นสาระสำคัญอีกอย่างหนึ่งในนวนิยายของมูราคามิ ใน Sputnik Sweetheart นอกจากการหายตัวไปของสุมิเระแล้ว เรายังพบกับมิวที่สูญเสียมิวคนเดิมไปตั้งแต่เมื่อ 14 ปีก่อน พบกับสุมิเระที่ฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงแม่ของเธอที่ถูกดูดหายไปในโลกอีกฟาก พบกับแมวที่กระโจนขึ้นต้นไม้โดยไม่ยอมกลับลงมาอีก พบกับ ‘ผม’ ในวัยเด็กที่สูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไป และพบกับเพื่อนสาวของ ‘ผม’ ที่ต้องเสีย ‘เพื่อนร่วมทาง’ ในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสูญเสียแต่ละครั้งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง และหน้าที่ของมนุษย์ก็คือการก้มหน้ารับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มันอาจจะดูเหมือนไร้ความหมายหากเรามีหน้าที่เพียงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอันไร้ที่สิ้นสุด ยอมให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นสัจธรรมหุ้มห่อชีวิต แต่ใครจะกล้าปฏิเสธ ว่าแท้จริงแล้ว คุณค่าที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่การดลบันดาล แต่อยู่ที่ความสามารถในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มูราคามิตอบคำถามที่ถามถึงแรงบันดาลใจในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ว่า “อะไรที่ทำให้ผมเขียนนวนิยายเรื่องนี้หรือ? ผมไม่รู้ เรื่องราวมันเดินทางมาหาผมอย่างเป็นธรรมชาติมาก มันเป็นมากกว่า ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนประหลาด’ หรือ ‘เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ผมชอบ ‘เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา’ ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘ผม’ พบแผ่นฟล็อปปี้ในกระเป๋าเดินทางของสุมิเระ ในแผ่นมีไฟล์สองไฟล์ และมันอาจเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะใช้ไขปริศนาการหายไปของตัวเธอได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองไฟล์มีจุดร่วมบางอย่าง ไฟล์แรกบอกเล่าความฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับแม่ของสุมิเระ เธอไต่บันไดขึ้นไปพบกับแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อขึ้นไปถึง ร่างของแม่ถูกดูดหายเข้าไปในโลกฟากโน้น สุมิเระไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ ไฟล์ที่สองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับมิวเมื่อ 14 ปีก่อน เธอติดอยู่ในกระเช้าชิงช้าสวรรค์ตลอดทั้งคืน เธอใช้กล้องส่องหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ของเธอ มองเห็นตัวเธอเองอีกคนหนึ่งอยู่ในห้อง ประสบการณ์นี้ทำลายความเป็นมนุษย์ของเธอ “...อย่างน้อยที่สุด บาดแผลการทำลายล้างก็สาหัสจับต้องได้ ร่างของเธอแตกเป็นสองเสี่ยง มีกระจกเงากางกั้นคั่นระหว่างกลาง...” (หน้า 161)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากการครุ่นคิดใคร่ครวญ ทฤษฎีที่ว่าสุมิเระเดินข้ามไปยังโลกฟากโน้นแล้วจึงถือกำเนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แนวคิดนี้อธิบายเรื่องราวได้เกือบทั้งหมด สุมิเระทำลายกระจกเงา เดินข้ามไปยังโลกฟากโน้น เดินทางไปเสาะหามิวอีกครึ่งซีกที่ยังหลงอยู่ที่นั่น...หากมิวในโลกนี้ไม่รับรักเธอ ทางเลือกเช่นว่าก็น่าจะสมเหตุสมผลเป็นที่สุด” (หน้า 162)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกฟากนี้ โลกฟากโน้น โลกฟากไหนคือโลกที่เราอาศัยอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือเราต่างมีโลกคนละสองฟาก โลกที่เปิดเผยกับโลกที่ซ่อนเร้น โลกแห่งความจริงกับโลกแห่งความฝัน โลกที่งดงามกับโลกที่โหดร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกของมิวในทุกวันนี้กับโลกของมิวเมื่อ 14 ปีก่อน โลกของ ‘ผม’ ก่อนและหลังการหายตัวไปของสุมิเระ ...หรือโลกของสุมิเระกับมิวสองคนที่อยู่คนละฟาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฟ้าเหนือยอดเขาโปร่ง ดวงจันทร์ขยายขนาด มหึมาแทบเต็มฟ้า ลอยดวงหินแกร่งกลางอวกาศเวิ้งว้าง ผิวหน้าปุปะกร่อนหายไปในห้วงเวลาไร้เมตตา เงาดำมืดลายเค้าโครงน่าสะพรึงกลัว เป็นมะเร็งเนื้อร้ายที่ยื่นรยางค์ออกมาคว้าจับไออุ่นของสิ่งที่มีชีวิต แสงจันทร์ดัดเสียงให้ผิดเพี้ยน ชำระล้างความหมายทั้งมวลให้เหลือเพียงความสับสนโกลาหลจู่โจมเข้ามา ขับห้วงความคิดให้กระเจิง นี่เองที่ทำให้มิวมองเห็นร่างอีกซีกของเธอ นี่เองที่เป็นตัวการลักพาตัวแมวของสุมิเระ นี่เองที่ทำให้สุมิเระหายตัวไป และนี่เองที่เชื้อเชิญให้ผมเดินเท้ามาถึงยอดเขา กล่อมด้วยดนตรีแว่วหวานกลางดึก ...ดนตรีที่อาจไม่มีอยู่จริง เบื้องหน้าของผมเป็นหล่มความมืดล้ำลึกไร้ก้น เบื้องหลังเป็นโลกแสงเรื่องซีดจาง ผมยืนอยู่บนยอดเขาต่างแดน ร่างอาบอยู่ในแสงจันทร์ขาวโพลน บางทีเรื่องราวทั้งหมดผ่านการวางแผนไว้รอบคอบ...ตั้งแต่เริ่มต้น” (หน้า 168)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เผยแพร่ครั้งแรก:&lt;/strong&gt; คอลัมน์ open through ใน &lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115139068917715469?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115139068917715469/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115139068917715469&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115139068917715469'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115139068917715469'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/06/sputnik-sweetheart-1-16-lonesome.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115088030349650056</id><published>2006-06-21T15:08:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.507+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>เมื่อวาน หลังจากเขียนเสร็จ เรื่องราวในอดีตก็วิ่งพลุ่งพล่านวุ่นวายอยู่เต็มหัว ผมพบว่ายังมีหนังสืออีกตั้งหลายเล่มที่น่าจะกลับไปอ่านใหม่อีกครั้ง หรือไม่ก็เอามาปัดฝุ่นเขียนแนะนำบอกต่อๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะครับ หลังจากก้มๆ เงยๆ เปิดกล่องนั้นกล่องนี้อยู่หลายรอบ ในที่สุดผมก็ค้นพบหนังสือเล่มประวัติศาสตร์ทั้งสองเล่มที่ว่า แต่กว่าจะหาเจอก็เล่นเอาผมใจหายเหมือนกัน เพราะหลังจากเปิดดูครบทุกกล่องแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นวี่แววของป๋า ส. เปิดดูแต่ละกล่องใหม่อีกรอบ ป๋า ส. ของผมก็ยังหลบหน้าไปอยู่ดี ผมนั่งนิ่งๆ นึกย้อนกลับไปว่าให้ใครยืมไปหรือเปล่า หรือย้ายเอาไปเก็บไว้ที่ไหน อุตส่าห์โฆษณาเสียดิบดี เห็นท่าต้องหน้าแตกกันคราวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั่งฟังรายละเอียดก่อนการเผชิญหน้ากันระหว่างเยอรมันกับเอกวาดอร์ ผมตัดสินใจค้นหาใหม่อีกรอบ คราวนี้ทำใจสบายๆ คิดว่าถ้าไม่เจอก็คงต้องทำใจ แต่เรื่องไม่คาดฝันก็มักจะเกิดขึ้นถูกที่ถูกเวลาเสมอ ผมหยิบกล่องกระดาษสีแดง หน้าปกเขียนว่า "ฤทธิ์มีดสั้น" ของจอมยุทธ์น้ำเมาโก้วเล้งขึ้นมาดู เพราะการตามหาป๋า ส. ที่ผ่านมาสองรอบ ผมไม่ได้หยิบมันขึ้นมาดูเลย เนื่องจากคิดว่าหนังสือที่อยู่ในกล่องก็คงเป็น "ฤทธิ์มีดสั้น" สามเล่มหนาปึ้กแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ ผมดันลืมไปเสียสนิทว่าผมไม่ได้เอา "ฤทธิ์มีดสั้น" เก็บไว้ในกล่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ป๋า ส. ของผมทั้งสองเล่มซ่อนตัวอยู่ในกล่องนี้นั่นเอง เวลาจะเจอก็เจอเอาง่ายๆ แถมยังเจอในกล่องของผลงานในความทรงจำอีกเรื่องหนึ่งของผมด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอกาสต่อๆ ไป ผมจะแปลงกายเป็นอาฮุย นำพาทุกท่านย้อนกลับไปรำลึกถึงแม่นางลิ่มเซียนยี้--หญิงงามในความทรงจำของใครหลายๆ คนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า" ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ครั้งแรกในนิตยสาร "ดิฉัน" ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2534 ก่อนจะตีพิมพ์รวมเล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2536 โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีโอกาสหยิบหนังสือขึ้นมาพลิกๆ ดูอีกรอบก็เมื่อคืนนี้เอง เป็นครั้งแรกในรอบ 4-5 ปี ทุกครั้งที่เห็นหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาก็หนีไม่พ้นฉากชีวิตที่โรงเรียนประจำ คิดๆ ดูก็น่าแปลกนะครับ หนังสือเล่มหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชีวิตของคนเรา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การที่ผมนั่งดูทีมชาติเยอรมันลงฟาดแข้งเมื่อคืนนี้น่าจะช่วยให้ผมย้อนรำลึกถึงชีวิตในช่วงนั้นได้ดีกว่า แต่มันก็ไม่ใช่ เรื่องราวของป๋า ส. กลับทำให้ภาพในอดีตของผมแจ่มชัดขึ้น มันทำให้ย้อนกลับไปรำลึกถึงความรู้สึกกดดันในสนามหญ้าสีเขียวๆ ได้ดีกว่าการนั่งดูฟุตบอลระดับโลกเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะเฉไฉไปเรื่องฟุตบอล (ซึ่งผมสามารถเฉไฉไปได้อีกหลายหน้ากระดาษ) กลับมาที่ป๋า ส. กันดีกว่านะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การเขียนความจริงบางอย่างนั้น มัน 'จริง' เกินไปจนดู 'เพรื่อ' และหยาบคาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่ก็เสียดาย 'ความชั่วชาติ' และ 'บัดซบ' ของตนเองที่มีอยู่มากมาย น่าจะ 'คาย' ออกมาตีแผ่ให้เป็นนิทัศน์อุทาหรณ์แก่คนรุ่นหลังได้ตระหนัก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นข้อความที่อยู่บนแผ่นพับของหน้าปก น่าจะเรียกได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักของการเขียนหนังสือในช่วงบั้นปลายชีวิตของป๋า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดเริ่มต้นของหนังสือชุดนี้ ป๋าเล่าไว้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.29 น. ของวันที่ 23 มกราคม 2531 ที่ห้องอาหารเรือนต้นของโรงแรมมณเฑียร ป๋าได้พบกับคุณ "ชาลี" บรรณาธิการบริหารนิตยสาร "ดิฉัน" ซึ่งอยากรู้จักและพูดคุยกับป๋ามานาน เมื่อพบป๋าแล้ว คุณชาลีก็บอกว่าอยากจะสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตของป๋า ติดอยู่ตรงที่ว่าเห็นฉบับอื่นเขาทำกันมามากแล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลง ว่าแล้วคุณชาลีก็เอ่ยปากขอ "เรื่อง" ป๋าเสียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ได้ครับ" ป๋าตอบกลับทันควัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทันใด เธอก็ควักนามบัตรของเธอส่งให้ข้าพเจ้า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นามบัตรนี้ค่อนข้างแปลกตาสำหรับ 'คนเก่า' อย่างข้าพเจ้า ก็คือมันพิมพ์สองสี (แดง-น้ำเงิน...เอ...หรือดำก็ไม่รู้...) อยู่บนแผ่นพลาสติกบางๆ แต่แข็ง...อ่านลำบาก เพราะมันสะท้อนแสงกับไฟ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เลยพูดไปอย่างกันเองว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"หาเรื่องให้คนแก่อ่านลำบากแท้ๆ"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(หัวเราะกันนิดหน่อย...)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แต่เมื่อมาอ่าน (เขม้น) ออกแล้วก็เห็นชื่อจริงของเธอ...มัน-'ชุลิตา...'&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้าพเจ้าก็ว่า...(เงยมองคุณจุรีแล้วถาม--คุณจุรีเป็นคนพาคุณชาลีมาพบป๋า) &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"เอ...ไหนว่าชื่อชาลี ทำไมนามบัตรนี่พิมพ์ว่า...ชุลิตาล่ะ"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คุณจุรีไม่ทันได้ตอบ บรรณาธิการบริหารของ 'ดิฉัน' ก็ตอบเองว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"เขาเรียกผวนกันค่ะ...ชุลิตา...ก๊อ...ชาลีตุ๊ไงคะ"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ตุ๊' ...ตนเองก็ 'ทะลึ่ง' พูดขึ้นว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"ชื่อเหมือนเมียผมเลย"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(เสียง...ใครต่อใครก็ไม่รู้...หัวเราะทั้งฮาทั้งเฮขึ้นมาทันที)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;และใครก็ไม่รู้เปรยว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;"เอาเข้าแล้วไหมล่ะ"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เอาเข้าแล้วไหมล่ะ ผมต้องรีบไปก่อนซะแล้ว หนีงานมาเขียนก็อย่างนี้ ค่อยๆ คืบหน้าไปทีละนิดทีละหน่อยคงไม่ว่ากันนะครับ&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115088030349650056?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115088030349650056/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115088030349650056&amp;isPopup=true' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115088030349650056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115088030349650056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/06/blog-post.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115079180410146417</id><published>2006-06-20T13:53:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.441+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>ผมอ่าน “สดับลมขับขาน” (Hear the Wind Sing) ครั้งแรกเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นปีที่สามหรือปีที่สี่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่ยังพอจำความรู้สึกในขณะที่อ่านและตอนที่อ่านจบแล้วได้ ซึ่งก็ทำให้ผมตามอ่านหนังสือของมูราคามิต่อมาเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่จำความได้ ผมมีหนังสือเป็นเพื่อนมาเนิ่นนานหลายปี เริ่มตั้งแต่หนังสือนิทานสำหรับเด็ก ขายหัวเราะ มหาสนุก หนังสือโป๊ (จำได้ขึ้นใจอยู่สองยี่ห้อ คือนวลนางกับไทยเพลบอย และ "อากังฟู" ยังเป็นนามปากกาแสนคลาสสิกติดหนึบในความทรงจำ) ก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นตอนชั้นประถมปลายหรือมัธยมต้น ผมยังจำความรู้สึกตอนอ่าน "ตามล่า" (ไม่แน่ใจว่ามี "ล่าปลาวาฬ" ด้วยหรือเปล่า) ซึ่งเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาได้ดี โดยเฉพาะฉากท้องทุ่งและวิถีชีวิตของชนเผ่าในแอฟริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหนักหนาสาหัสของชีวิตในช่วงนั้นบีบบังคับให้ผมเดินเข้าห้องสมุดโดยไม่รู้ตัว และ "ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า" เล่ม 1 และ 2 เขียนโดย ส. อาสนจินดา ก็เป็นจุดเริ่มต้นนำพาให้ผมหันหน้าเข้าหาหนังสือในเวลาว่างอย่างจริงจัง ผมพบหนังสือทั้งสองเล่มนี้โดยบังเอิญในห้องสมุดของโรงเรียน และฉากชีวิตในวัยหนุ่มของสมชาย อาสนจินดา ก็ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ เขียนไปเขียนมาเรื่องก็ทำท่าว่าจะย้อนกลับไปยืดยาว เอาเป็นว่าก่อนจะเขียนถึงประสบการณ์การอ่านหนังสือของฮารูกิ มูราคามิ ผมขออนุญาตกลับไปสำรวจประสบการณ์การอ่านของตัวเองก่อนก็แล้วกันนะครับ เพราะเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้ว มีหลายเรื่องราวซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแอบหยิบ "ชีวิตพิสดาร (อันแสนจะบัดซบ) ของข้าพเจ้า" เล่ม 2 ติดมือกลับมาจากห้องสมุดของโรงเรียนหลังจากตัดสินใจลาออก ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยหรอกครับ พอดีกำหนดวันที่จะต้องคืนหนังสือมันอยู่หลังจากวันที่ผมต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน จะเอาไปคืนก่อนกำหนด ผมก็ยังอ่านไม่จบ เลยถือโอกาสเก็บไว้เป็นที่ระลึก ลูกหลานมาเห็นเข้าจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันมีที่มายังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเคารพในประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้นของป๋า ส. ผมเหน็บหนังสือเล่มนี้เข้ากรุงเทพฯ ก่อนจะตระเวนตลาดหนังสือเก่าหลังตลาดนัดสวนจตุจักรตามหาเล่ม 1 และ "พรุ่งนี้จะรดน้ำศพ" ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของชุดนี้ (และจนบัดนี้ผมก็ยังตามหาเล่มนี้ไปพบ ไม่ทราบว่ามีท่านใดเก็บไว้บ้างหรือเปล่า) จำได้ว่าผมเอาเล่ม 2 ไปให้พ่อค้าแม่ค้าดู และถามว่ามีเล่ม 1 หรือเปล่า ถามอยู่หลายร้านเขาก็บอกว่าไม่มี จนในที่สุด แม่ค้าคนหนึ่งก็บอกว่าให้ผมลองเข้ามาค้นดูในร้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเก่านับร้อยเล่มวางสุมรวมกันอยู่ ผมเข้าไปหยิบดูทีละเล่มสองเล่มพร้อมกับทำใจว่าถ้าหาเจอก็คงเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งในชีวิต แต่สุดท้ายแล้ว...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ... สุดท้ายแล้วผมก็หาเจอ น้ำเสียงดูไม่ตื่นเต้นเลยใช่ไหมครับ ตอนที่หาเจอผมก็รู้สึกแบบนี้แหละครับ มันงงๆ ยังไงพิกล จะดีใจก็ไม่ใช่ จะตกใจก็ไม่เชิง ใครจะไปคิดล่ะครับว่าจะหาหนังสือเล่มนี้เจอ ปีที่พิมพ์ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ผู้เขียนถึงแม้จะเป็นศิลปินแห่งชาติและนับเป็นครูคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย แต่ก็คงไม่น่าสนใจเท่าพิธีกรเล่าข่าวหรือนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมลาออกจากโรงเรียนประจำตอนเรียนจบชั้น ม.2 และหยิบหนังสือเล่ม 2 ขึ้นมาอ่านอีกครั้งตอนเรียนอยู่ ม.5 ตอนนั้นน่าจะหยิบขึ้นมาพลิกดูเล่นๆ แก้เบื่อจากการอ่านหนังสือเตรียมสอบ แต่อ่านไปอ่านมาผมก็อ่านจบไปทั้งเล่ม และอยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนว่าน่าจะลองออกตามหาเล่ม 1 ดู เพราะได้อ่านเล่ม 1 ครั้งสุดท้ายและครั้งเดียวตอนเรียนอยู่ ม.2 ผ่านมาจนถึงเวลานั้นผมก็จำไม่ได้แล้วว่ามันมีเรื่องอะไรบ้าง และเล่ม 2 ที่เพิ่งอ่านจบไปอีกครั้งก็ทำให้ผมทนคิดถึงเล่ม 1 ไม่ไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่ค้าคิดราคาหนังสือ 100 บาท ผมเดินยิ้มกลับบ้านราวกับได้รางวัลจากสรวงสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำได้ว่าหลังจากคุณสมชาย อาสนจินดา เสียชีวิตไป มีรายการโทรทัศน์ไปถ่ายทำเรื่องราวของภรรยาและมรดกที่คุณสมชายทิ้งเอาไว้ ตอนนั้นผมยังไม่ได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ เลยไม่ได้ตั้งใจดูนัก และเรื่องราวของคุณสมชายและภรรยาก็เงียบหายไปเรื่อยๆ จนแทบไม่มีใครพูดถึงอีกแล้วในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เรื่องราวความรักของคุณสมชายและภรรยาเป็นหนึ่งในความทรงจำที่มีคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ขอผมกลับไปค้นหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก่อนก็แล้วกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115079180410146417?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115079180410146417/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115079180410146417&amp;isPopup=true' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115079180410146417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115079180410146417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/06/hear-wind-sing-1-2.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-115052448887468014</id><published>2006-06-17T11:48:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.383+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>ผมไปพบบทวิจารณ์ชิ้นนี้เข้าโดยบังเอิญ (&lt;a href="http://www.faylicity.com/book/book1/elephant.html"&gt;http://www.faylicity.com/book/book1/elephant.html&lt;/a&gt;) เลยทำให้มีแรงกระตุ้นอยากเขียนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับฮารูกิ มูราคามิ ขึ้นมาอีกซักครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The Elephant Vanishes เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมพยายามอ่านจนจบ หลังจากตั้งใจอยู่นานว่าจะพยายามหาหนังสือภาษาอังกฤษของเขามาอ่านบ้าง หลังจากอ่านฉบับที่แปลเป็นภาษาไทยมาครบแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจำไม่ได้แล้วว่าทำไมถึงเลือกเล่มนี้เป็นเล่มแรก ไม่รู้ว่าเพราะมันเหลืออยู่เล่มเดียวบนชั้นหรือเพราะเหตุผลอย่างอื่น แต่สุดท้ายแล้วผมก็อ่านจบจนได้ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจะซึมซับอรรถรสที่แตกต่างจากการอ่านนวนิยายที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าเรื่องสั้นของมูราคามิอ่านสนุกมาก แม้จะมีหลายๆ เรื่องที่อาจเชื่อมโยงกับนวนิยายของเขาได้ทั้งในเชิงแนวคิดและตัวละคร แต่ในบริบทของเรื่องสั้นมันกลับสร้างบรรยากาศที่ต่างออกไป--แปลกประหลาด เพ้อฝัน พิกล ตลก เสียดสี เย้ยหยัน ฯลฯ แล้วแต่จะให้คำจำกัดความ ซึ่งแม้เราจะพบลักษณะแบบเดียวกันนี้ได้ในนวนิยายของเขา แต่ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เหมือนกันซะทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือ ถ้ามี ผมจะเปิดหาบางตอนมาให้อ่านเป็นตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือบางทีเงื่อนไขของเรื่องสั้นอาจเปิดโอกาสให้มูราคามิสามารถทำแบบนี้ได้ เรื่องสั้นอาจไม่จำเป็นต้องบอกเล่าที่มาอะไรมากนัก อาจมองผ่านความเป็นเหตุเป็นผลบางอย่างได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรืออาจใช้สถานการณ์หนึ่งเป็นตัวแทนของอีกสถานการณ์หนึ่ง และสามารถสื่อความหมายของสถานการณ์นั้นได้ชัดเจนกว่าการพูดถึงสถานการณ์นั้นเอง--เขียนให้งงเหมือนกับตัวเองมีความรู้ไปอย่างนั้นแหละครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยอ่านเรื่องสั้นเพื่อชีวิตมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งน้อยมากหากเทียบกับเรื่องสั้นทั้งหมดที่นักเขียนเขียนออกมา สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ เรื่องสั้นเพื่อชีวิตอาจจะหมดพลังในการสื่อสารกับสังคมโดยรวมไปเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร (ผมพยายามคิดว่านอกจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง หรือการ "เปลี่ยนไป" ของคนรุ่นใหม่แล้ว มันยังมีสาเหตุมาจากอะไรได้อีกบ้าง หรือมันอาจจะไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้างต้นเลยก็ได้) และถึงแม้ผมจะชอบเรื่องสั้นเหล่านั้นมากแค่ไหน ผมก็ยังไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมหรือเห็นถึงความจริงแท้ของการกดขี่ขูดรีดอยู่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงคิดว่าการใช้สถานการณ์หนึ่งเป็นตัวแทนของอีกสถานการณ์หนึ่ง บางทีมันอาจจะสามารถสื่อความหมายของสถานการณ์ที่เราต้องการพูดถึงได้ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปรียบเทียบจากเรื่องสั้นของมูราคามินั่นแหละครับ ผมอ่านไปก็คิดไปว่ามูราคามิต้องการจะบอกอะไรนอกเหนือจากการโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินของปิศาจตัวเขียว, ลมกรรโชกแรงในบ่ายวันอาทิตย์กับการขอจับหน้าท้องของแฟน, การปล้นร้านแมคโดนัลด์, การตามหาแมวที่หายไป, ความหลงใหลในการตัดหญ้า ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือมันอาจจะไม่มีความหมายอื่นเลย... ก็เป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และหากคิดไกลไปกว่านั้น หากวันหนึ่งวันใดมีใครต้องการพูดถึงการกดขี่ขูดรีด ความอยุติธรรมทางสังคม การล่มสลายของระบบศีลธรรม หรือปัญหาใหญ่โตที่กำลังคุกคามโลกและมนุษย์อยู่ในทุกวันนี้ เราจะสามารถใช้การบรรยายถึงการมีชีวิตอยู่ของเจ้าสัตว์มหัศจรรย์อย่างแมลงสาปในท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯเป็นตัวแทนของปัญหาในระดับโลกและระดับจิตวิญญาณได้หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดไปเล่นๆ ครับ แต่ถ้าทำแบบนั้นได้ก็คงน่าตื่นเต้นไม่เบาทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องสั้นและนวนิยายของมูราคามิอาจอยู่นอกเหนือจากขนบของ "เพื่อชีวิต" ไปไกลโข (เอาไว้มีโอกาสเราค่อยกลับมาคุยเรื่อง "เพื่อชีวิต" กันอีกทีนะครับ) และอาจไม่มีคุณค่าความหมายใดๆ ในทางปรัชญาให้ต้องขบคิดตีความ แต่อย่างน้อย สำหรับผม ผลงานของมูราคามิก็ทำให้ผมมีเรื่องต้องขบคิดมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างน้อยการเขียนบทความถึงนวนิยายเรื่อง Sputnik Sweetheart ก็เล่นเอาผมปวดหัวไปหลายรอบ และจนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเขียนออกมาได้ตามที่ตั้งใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณคิดว่าการหายตัวไปของสุมิเระเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้หรือไม่ เพราะอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงอธิบายคำว่า "โลกคู่ขนาน" ในบริบทของนวนิยายเรื่องนี้ และเหตุใดผู้แปลจึงเลือกใช้คำนี้เป็นส่วนประกอบในการตั้งชื่อภาษาไทย (รักเร้นในโลกคู่ขนาน) ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่มิวเห็นร่างของตัวเองในอีกสถานที่หนึ่ง จงอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้เพราะอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกย้อนกลับไปในสมัยเรียน คำถามข้างต้นคงสร้างความตื่นเต้นปนหวาดวิตกให้กับนักเรียนอยู่พอสมควร ยิ่งถ้าลองถามคำถามนี้กับนักเรียนเศรษฐศาสตร์ "จงใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคอธิบายการประสบความสำเร็จทางธุรกิจของมิว?" น่าสนุกดีเหมือนกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าจะสามารถหาคำตอบเหล่านั้นได้ หรืออย่างน้อยก็เอาสีข้างถูๆ ไถๆ ไปได้ในระหว่างนั่งเขียนบทความ แต่จนแล้วจนรอดผมก็นึกไม่ออก และไม่รู้จะเขียนให้ดีกว่าที่เขียนไปแล้วได้อย่างไร สุดท้าย บทความที่เสร็จเรียบร้อยก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ได้แต่ใช้รูปแบบช่วยให้ดูฉลาดปราดเปรื่องไปแค่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ คิดในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ก็เล่นเอาปวดหัวไปวันสองวันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าคิดในเรื่องชีวิตจิตใจของมนุษย์จริงๆ มันจะน่าปวดหัวและกลัดกลุ้มแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนมาถึงตรงนี้ผมก็คิดจนสมองตื้อแล้ว เอาไว้ผมจะรวบรวมสมาธิกลับมาเขียนต่อก็แล้วกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-115052448887468014?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/115052448887468014/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=115052448887468014&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115052448887468014'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/115052448887468014'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/06/httpwww.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114802765930535526</id><published>2006-05-19T15:22:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.316+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/Resize%20of%20the%20end.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/Resize%20of%20the%20end.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;เขื่อน อาวุธนิวเคลียร์ นักเขียนแอคทิวิสต์ กับหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของอรุณธตี รอย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“We have to support our small heroes. (Of these we have many. Many.) We have to fight specific wars in specific ways. Who knows, perhaps that’s what the 21st century has in store for us. The dismantling of the Big. Big bombs, big dams, big ideologies, big contradictions, big countries, big wars, big heroes, big mistakes. Perhaps it will be the Century of the Small. Perhaps right now, this very minute, there’s a small god up in heaven readying herself for us.”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;Arundhati Roy&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ทั้งประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ความแตกแยกขัดแย้งกำลังลุกลามไปทั่ว และรอยยิ้มรวมถึงการประกาศตนว่ารักสงบไม่ใช่หลักประกันว่าคนในชาติจะมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้งได้จริง ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากผู้คนอีกกว่าห้าสิบล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดียในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในชุมชนต้นน้ำคงกำลังเฝ้ามองเหมืองฝายดั้งเดิมซึ่งเคยเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำของชุมชนมานับสิบนับร้อยปี ถูกรื้อทำลายย่อยยับหลังจากมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมือง ชาวบ้านแถบภาคอีสานคงกำลังเฝ้ามองสวนป่ายูคาลิปตัสอันเขียวขจีสมชื่อโครงการอีสานเขียวด้วยความขมขื่น เพราะอาหารของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้นถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้วพร้อมกับผลงานของนักการเมืองบางคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเดินทางไปไกลกว่าคำถามที่ว่าเราจะยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ต่อไปหรือไม่ และหากเราสามารถมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้จริง ใครจะกล้ารับประกันว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับโครงการของรัฐจะได้รับการแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินขบวนขับไล่นายกรัฐมนตรีจึงไร้ความหมายสำหรับลุงมี ซึ่งที่ดินของบรรพบุรุษต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไร้ความสำคัญสำหรับป้าบัว ที่ต้องถูกไล่ที่เพราะรัฐบาลอยากเพิ่มจำนวนอุทยานแห่งชาติ และไร้ประโยชน์สำหรับไอ้จุ้น ที่ต้องเตรียมบากหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่นาของพ่อกลายเป็นของนายทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มีคนถามอรุณธตี รอย ว่าทำไมเธอจึงไม่เขียนนวนิยายอีก (หลังจาก The God of Small Things) รอยตอบว่า “Because I have the strong feeling that we are living in a time in which writers have to take a position. I feel under a tremendous amount of pressure just now to respond to things.” และชะตากรรมของชาวพื้นเมืองนับแสนนับล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของรัฐบาลอินเดีย รวมทั้งความฉ้อฉลปลิ้นปล้อนของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ดึงดูดให้รอยต้องไปที่แม่น้ำนรมทา (Narmada)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำ มองมายังหมู่บ้านของชาวพื้นเมือง ทุ่งหญ้า ป่าไม้ ฝูงแพะ และเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บนผืนดินที่กำลังจะจมอยู่ใต้น้ำในฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครรู้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนแปลงไปชั่วนิจนิรันดร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครเคยคิดว่าวันหนึ่งพวกเขาจะมีโอกาสเฝ้ามองพืชผลของตัวเองถูกทำลายย่อยยับในชั่วข้ามคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษ พวกเขากลายเป็นแรงงานไร้ที่ดินในชั่วพริบตา ก่อนจะถูกบังคับให้ต้องยอมรับค่าชดเชย และถูกขับไล่ออกไปจากบ้านของตัวเอง “คนจำนวนมากที่ถูกอพยพย้ายถิ่นฐาน คือผู้คนที่ตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าลึกที่แทบไม่เคยได้สัมผัสกับเงินและโลกสมัยใหม่ แล้วจู่ๆ พวกเขาก็พบว่าตัวเองถูกทำให้เหลือทางเลือกเพียงว่าจะอดตายหรือจะเดินหลายกิโลเมตรไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปนั่งอยู่ในตลาด (ทั้งชายและหญิง) เหมือนสินค้าที่วางขาย เสนอตัวเองเป็นกรรมกรแลกค่าแรง” (หน้า 48)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบัน อินเดียเป็นประเทศผู้สร้างเขื่อนรายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก 3,600 เขื่อนเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ และอีกกว่าเจ็ดร้อยเขื่อนกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเท่ากับว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนขนาดใหญ่ในโลกกำลังถูกสร้างขึ้นที่อินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลอินเดียประกาศก้อง (ไม่ต่างจากรัฐบาลผู้นิยมสร้างเขื่อนในประเทศอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลของประเทศแถวนี้) ว่าเขื่อนขนาดใหญ่จะช่วยปลดปล่อยประชาชนชาวอินเดียจากความหิวโหยและความยากจน ผู้ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม “เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” “เพื่อความก้าวหน้า” “เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ” และแน่นอน ผู้ที่คัดค้านคือพวกก่อความไม่สงบ เป็นภัยต่อชาติ ต่อต้านการพัฒนา หรือเป็นพวก “รับเงินต่างชาติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ชาติหรือประเทศเป็นของใคร? ใครควรได้รับผลประโยชน์? ใครควรเป็นผู้เสียประโยชน์? และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บนธงชาติมีรูโหว่ และมันกำลังเลือดไหล” (หน้า 23)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่! บนธงชาติมีรูโหว่ แต่มือที่จับมีดปาดเฉือนธงชาติแล้วล้วงเข้าไปกะซวกแทงผู้คนในชาติเป็นมือของใคร? ของผมหรือของคุณ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลอาจไม่ใช่ปีศาจร้ายผู้เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด (เช่นเดียวกับที่ไม่ใช่อัศวินควายดำหน้าไหนที่จะคอยโผล่มาช่วยกู้วิกฤตได้เสมอไป) แต่ประโยคเหล่านี้ของอรุณธตี รอย ก็บาดลึกทิ่มแทงจนเจ็บจำฝังใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าจะถ่วงสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง คุณต้องหักขามัน ถ้าจะถ่วงประเทศชาติ คุณต้องทำลายประชาชนในชาตินั้น คุณต้องปล้นเอากำลังใจของพวกเขาไป ต้องสำแดงให้พวกเขาเห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของคุณในการควบคุมชะตากรรมของพวกเขา ต้องทำให้พวกเขาหายข้องใจว่าถึงที่สุดแล้วคุณต่างหากที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าใครจะอยู่ ใครจะตาย ใครจะได้เป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย ใครจะไม่เป็น เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความเก่งกล้าสามารถของคุณ คุณต้องแสดงฝีมือออกมาให้หมด และให้เห็นว่าคุณทำมันได้ง่ายดายเพียงใด ว่ามันง่ายดายเพียงใดในการที่คุณจะกดปุ่มและทำลายล้างโลกใบนี้ ในการที่จะก่อสงครามหรือขอสงบศึก ในการที่จะฉวยเอาแม่น้ำทั้งสายจากคนพวกหนึ่งไปกำนัลแด่คนอีกพวกหนึ่ง ในการที่จะทำให้ทะเลทรายเป็นสีเขียว หรือโค่นป่าสักแห่งแล้วไปปลูกใหม่ที่อื่น คุณใช้การกระทำตามอำเภอใจของคุณมาทำลายศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อสิ่งที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ไม่ว่าผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่า ผืนฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พอทำเสร็จแล้ว พวกเขาจะเหลืออะไร? เหลือแต่คุณไง พวกเขาก็จะหันหน้ามาหาคุณ เพราะคุณคือทั้งหมดที่พวกเขามี พวกเขาจะรักคุณกระทั่งในยามที่พวกเขาชิงชังคุณ พวกเขาจะยังวางใจคุณทั้งที่พวกเขารู้ไส้คุณดีแล้ว พวกเขาจะลงคะแนนเสียงให้คุณทั้งที่คุณเค้นคอเขาอยู่ พวกเขาจะดื่มสิ่งที่คุณยื่นให้ดื่ม พวกเขาจะหายใจตามที่คุณให้พวกเขาหายใจ พวกเขาจะอยู่ตามแต่ที่คุณจะโยนข้าวของของพวกเขาไปไว้ที่ไหน พวกเขาจำต้องเป็นอย่างนั้น พวกเขาจะทำอย่างไรได้? ไม่มีศาลไหนที่พวกเขาจะหันไปพึ่งพาได้ คุณเป็นทั้งแม่ของพวกเขาและพ่อของพวกเขา เป็นทั้งผู้พิพากษาและลูกขุน คุณคือโลก คุณคือพระเจ้า” (หน้า 72-73)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นเดือนพฤษภาคม ปี 1998 อรุณธตี รอย บอกกับเพื่อนของเธอว่า ความฝันประเภทเดียวที่คุ้มค่าจะฝัน คือการฝันที่จะมีชีวิตในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่ และฝันที่จะตายก็ต่อเมื่อคุณสิ้นลมหายใจไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันแปลว่าอะไร” เพื่อนของเธอทำหน้าสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รอยเขียนข้อความลงบนกระดาษเช็ดปากแทนการอธิบายด้วยคำพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การได้รัก ได้เป็นที่รัก การที่จะไม่ลืมความไม่สำคัญของตัวเอง การที่จะไม่มีวันชาชินกับความรุนแรงสุดจะพรรณนาและความไม่เสมอภาคอันป่าเถื่อนของชีวิตที่อยู่รอบตัวเธอ การที่จะค้นหาความรื่นรมย์ในที่ที่เศร้าที่สุด การที่จะไล่ติดตามความงดงามไปจนพบแหล่งที่อยู่ของมัน การที่จะไม่ลดทอนสิ่งที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และที่จะไม่ทำให้เรื่องง่ายๆ ต้องกลายเป็นเรื่องซับซ้อน การที่จะเคารพความเข้มแข็ง ไม่ใช่เคารพอำนาจ เหนืออื่นใดก็คือการที่จะได้เฝ้าดู ได้พยายาม และได้เข้าใจ การที่จะไม่มีวันเบือนหน้าหนี และการที่จะไม่มีวันและไม่มีทางลืม” (หน้า 100-101)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสัปดาห์ถัดมา รัฐบาลอินเดียก็ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ สื่อมวลชนพากันโหมประโคมถึงอนาคตอันสุกใสที่เฝ้ารออยู่เบื้องหน้า อาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ มันน่าพรั่นพรึงจนอาจทำให้ปากีสถานต้องยอมค้อมหัว รัฐบาลอินเดียเรียกร้องการสนับสนุนจากคนในชาติ โยงใยมันเข้ากับความรักชาติที่ยากจะปฏิเสธ “นี่ไม่ใช่แค่การทดสอบนิวเคลียร์ แต่มันคือการทดสอบความรักชาติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รอยเฝ้ามองปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยความมึนงง เธอหรือใครกันแน่ที่เสียสติ? เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า? ทำไมใครต่อใครจึงยกย่องสรรเสริญการมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง? หรือนี่อาจจะเป็นประตูสู่ความยิ่งใหญ่ของชนชาติฮินดูผู้เกรียงไกรจริงๆ ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันเองพร้อมแล้วที่จะเอาตัวเข้ามา และพร้อมที่จะทำให้ตัวเองขายหน้าอย่างชวนสมเพช เพราะในสถานการณ์แบบนี้ การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น” (หน้า 90)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนกรกฎาคม ปี 1998 The End of Imagination ก็ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วอินเดีย มันเป็นบทความชิ้นแรกของรอยที่เผยแพร่สู่สาธารณะหลังจากนวนิยาย The God of Small Things ได้รับการตีพิมพ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนิ่งเงียบเป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ขึ้น และหากการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มีความหมายเดียวกับการต่อต้านฮินดูหรือต่อต้านประเทศชาติแล้วล่ะก็ รอยก็พร้อมที่แยกตนเป็นอิสระ เธอเป็นสาธารณรัฐอิสระเคลื่อนที่ เธอคือพลเมืองของโลก เธอไร้เขตแดนขอบเขต เธอไม่มีธงชาติ และเธอยินดีต้อนรับผู้อพยพทุกคนเข้าสู่สาธารณรัฐแห่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้อพยพ 400 ล้านคนที่ไม่รู้หนังสือและมีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ผู้อพยพ 600 ล้านคนที่ขาดแคลนสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และผู้อพยพมากกว่า 200 ล้านคนที่ไม่มีน้ำสะอาดให้ดื่ม ในสาธารณรัฐอินเดียที่มีประชากรหนึ่งพันล้านคน ซึ่งรัฐบาลพยายามหลอมรวมผู้คนเพื่อสร้างอัตลักษณ์แห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัตลักษณ์แห่งชาติที่ต้องการศัตรูเป็นผู้ขัดเกลาให้อัตลักษณ์นั้นแจ่มชัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และการสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์จึงกลายเป็นความรักชาติ เพราะนั่นไง! ศัตรูของเรายืนทนโท่อยู่ตรงนั้นทั้งคน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ใครจะเข้าใจอัตลักษณ์แห่งชาติได้ดีไปกว่านักการเมืองผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ใครจะใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์แห่งชาติได้คุ้มค่าไปกว่านักการเมืองผู้ร่ำรวยหรูหรา และใครจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติได้ชัดเจนแจ่มชัดไปกว่านักการเมืองผู้เป็นตัวแทนของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผู้คนจำพวกที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญ (หรือถ้าพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ) ต่อการที่ประเทศอินเดียจะมีอัตลักษณ์แห่งชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว, แจ่มแจ้ง และเหนียวแน่น ก็คือพวกนักการเมืองที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ในระดับประเทศของเรา เหตุผลนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล ก็แค่เพราะว่าสิ่งที่นักการเมืองเหล่านี้ดิ้นรนที่จะให้ได้มา รวมทั้งเป้าหมายในทางอาชีพของพวกเขา ก็คือการ (จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง) ทำให้ตัวเองกลายเป็นอัตลักษณ์นั้น การยึดโยงตัวเองเข้ากับอัตลักษณ์นั้นถ้าหากยังไม่มีอัตลักษณ์อย่างที่ว่า พวกเขาก็จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แล้วก็ชักจูงประชาชนให้โหวตให้กับอัตลักษณ์นั้น... ยิ่งนักการเมืองเหล่านั้นล้มละลายทางศีลธรรมมากท่าไหร่ ความคิดที่ว่าอัตลักษณ์นั้นควรเป็นอย่างไรก็ยิ่งหยาบเท่านั้น...” (หน้า 111-112)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่ต้องเอ่ยถึงนายกรัฐมนตรี (ที่ให้ความเคารพอย่างยิ่งกับเสียงสวรรค์จากประชาชน) ซึ่งรอยไม่เคยไว้วางใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใครหน้าไหนกันที่เป็นคนทำการสำรวจความคิดเห็น? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกันหรือถึงจะมาตัดสินใจว่านิ้วของใครจะอยู่บนปุ่มนิวเคลียร์ที่สามารถเปลี่ยนทุกสิ่งที่เรารัก—แผ่นดิน, ท้องฟ้า, ภูเขา, ที่ราบ, แม่น้ำ, เมืองและหมู่บ้านของเรา ให้กลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วแวบเดียว? นายกรัฐมนตรีเป็นใครกัน ถึงจะมายืนยันกับเราว่าจะไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น? เขารู้ได้ยังไง? ทำไมเราจะต้องไว้ใจเขาด้วย? เขาเคยทำอะไรมาหรือถึงจะทำให้เราไว้ใจเขาได้? ใครคนไหนในหมู่พวกเขาเคยทำอะไรที่จะทำให้เราไว้ใจพวกเขาได้หรือ?” (หน้า 121)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;“การเป็นนักเขียน อย่างที่ใครๆ เข้าใจว่าเป็นนักเขียน ‘ผู้โด่งดัง’ ในประเทศที่ประชาชนหลายล้านคนอ่านหนังสือไม่ออกนั้น ออกจะเป็นเกียรติยศที่น่ากังขาอยู่ไม่น้อย การเป็นนักเขียนในประเทศที่มอบคนอย่างมหาตมะ คานธี ผู้สร้างแนวคิดเรื่องการต่อต้านโดยสันติวิธีให้แก่โลก แล้วจากนั้นอีกครึ่งศตวรรษก็ติดตามมาด้วยการทดลองนิวเคลียร์นั้น เป็นภาระอันสาหัสสากรรจ์นัก... การเป็นนักเขียนในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองอย่างไม่เป็นทางการคอยบีฑาพลเมืองของตนในนามของ ‘การพัฒนา’ นั้น เป็นความรับผิดชอบอันหนักหน่วง เมื่อต้องพูดถึงนักเขียนและการเขียนหนังสือ ฉันใช้คำอย่าง ‘หนักหน่วง’ และ ‘ความรับผิดชอบ’ ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และมิใช่ด้วยความรู้สึกเสียใจแม้เพียงสักน้อยนิด” (หน้า 127)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซูซานนา อรุณธตี รอย เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1961 ที่รัฐเกรละ (Kerala) ซึ่งเธอใช้เป็นฉากใน The God of Small Things นวนิยายเล่มแรกของเธอที่ได้รับรางวัล The Booker Prize ในปี 1997 เธอออกจากบ้านเมื่ออายุ 16 ปี อาศัยอยู่ในเพิงหลังคาสังกะสี เลี้ยงชีพด้วยการเก็บขวดเบียร์ขาย ก่อนที่จะเข้าเรียนใน Delhi School of Architecture เธอแต่งงานกับเพื่อนนักเรียนสถาปนิก ก่อนที่จะแยกทางกันในอีก 4 ปีต่อมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามีคนใหม่ของรอยเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เธอมีโอกาสได้เขียนบทภาพยนตร์อีก 2 เรื่อง ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำงานเขียนอย่างจริงจัง และนั่นจึงเป็นที่มาของ The God of Small Things&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากใช้เวลานานนับปีในการตระเวนให้สัมภาษณ์และพบปะผู้อ่าน รอยกลับมาพำนักที่นิวเดลี และเริ่มต้นการเขียนบทความทางการเมือง รวมทั้งเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างจริงจัง ในปัจจุบัน อรุณธตี รอย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านต่อต้านอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติ การแปรรูปกิจการสาธารณะอันเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ และการรุกรานในรูปแบบใหม่ของสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในฐานะนักเขียน (รอยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Ever since as a child I knew that people had to do things when they grew up, I knew that I wanted to be a writer.”) อรุณธตี รอย กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างสุดความสามารถ บนหลักการพื้นฐานธรรมดาสามัญ “เมื่อคุณมองเห็นมัน คุณจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ และเมื่อคุณได้เห็นมันแล้ว การจะอุบเงียบไม่พูดอะไร ก็จะกลายเป็นท่าทีทางการเมืองไม่ต่างจากการพูดออกมา” (หน้า 129)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นความโหดร้ายอัปลักษณ์ที่แฝงซ่อนในสถานการณ์สุขสงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือความน่ารักสดใสในบรรยากาศที่อบร่ำด้วยคาวเลือดและควันปืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เผยแพร่ครั้งแรก:&lt;/strong&gt; คอลัมน์ open through ใน &lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-114802765930535526?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/114802765930535526/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=114802765930535526&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114802765930535526'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114802765930535526'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/05/we-have-to-support-our-small-heroes.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114708124660771341</id><published>2006-05-08T16:38:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.239+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/1600/elephant.3.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/elephant.3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน, การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียแดงในปี 1881, การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์, และเขตแดนของสายลมโหมกระพือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แปลจาก The Fall of the Roman Empire, The 1881 Indian Uprising, Hitler’s Invasion of Poland, and The Realm of Raging Winds ใน&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;The Elephant Vanishes&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;โดย Haruki Murakami&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1.&lt;br /&gt;การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สิ่งแรกที่ผมรับรู้คือสายลมที่เริ่มพัดโชยในช่วงเวลากลางวันของวันอาทิตย์ หรือหากระบุให้ชัดเจนแม่นยำ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเวลาบ่าย 2 โมง 7 นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาเช่นนี้ ไม่ต่างจากที่ผ่านๆ มา—ภารกิจหน้าที่ของผมในทุกกลางวันของวันอาทิตย์—ผมนั่งลงกับโต๊ะในห้องครัว ฟังเพลงอ่อนนุ่มเสนาะโสต พร้อมๆ กับบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ลงในสมุดบันทึก ผมจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ก่อนที่จะลงมือเขียนทั้งหมดอีกครั้งในวันอาทิตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเพิ่งเขียนไปได้ถึงวันอังคารในตอนที่รู้สึกว่ามีเสียงของสายลมพัดผ่านหน้าต่าง ผมหยุดเขียนบันทึก สวมปลอกปากกา และเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่ตากอยู่ วัตถุที่พาดอยู่กับราวล้วนพลิ้วสะพัด กระพือพัดส่งเสียงแข็งกระด้าง ปลดปล่อยส่วนปลายของดาวหางไหลเป็นสายพุ่งสู่ฟากฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมเริ่มเกิดความสงสัย สายลมก็ดูเหมือนจะอพยพหลบหน้าไปสิ้น ปล่อยให้เสื้อผ้าแขวนห้อยเหมือนกับเมื่อช่วงเช้า—10 โมง 18 นาที หากต้องการความถูกต้องแม่นยำ—ตอนที่ไม่มีแม้เสียงกระซิบแผ่วบางของสายลม ในตอนนั้นความทรงจำของผมผนึกแน่นราวกับฝาปิดเตาหลอม เพราะหลังจากนั้นเล็กน้อย ผมก็คิดว่าที่หนีบผ้าไม่มีความจำเป็นสำหรับวันที่นิ่งสงบแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความสัตย์จริง ณ ห้วงเวลานั้นไร้สิ้นซึ่งการเดินทางของสายลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเก็บเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ผมก็ปิดหน้าต่างทุกบานในอพาร์ตเมนต์ เมื่อหน้าต่างถูกปิดหมดแล้ว ผมก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงของสายลม ภาพภายนอกซึ่งปราศจากเสียง ต้นไม้—ส่วนใหญ่เป็นต้นสนหิมาลายันกับต้นเกาลัด—บิดสะบัดไปมาราวกับสุนัขที่กำลังต่อสู้กับอาการคันที่ยากจะควบคุม กลุ่มเมฆก้อนน้อยเคลื่อนผ่านผืนฟ้าก่อนลับหายเหมือนสายลับแววตาเจ้าเล่ห์ ขณะที่เสื้อเชิ้ตหลายตัวหมุนพันตัวเองอยู่กับราวตากผ้าพลาสติกบนระเบียงของอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม จับยึดเหนียวแน่นราวกับเด็กกำพร้าผู้ถูกทอดทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สายลมช่างพัดแรงจริงๆ ผมคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดหนังสือพิมพ์ตรวจสอบสภาพอากาศ ผมไม่พบคำเตือนของไต้ฝุ่น 30% คือความเป็นไปได้ที่ฝนจะตก ช่วงเวลากลางวันอันสุขสงบของวันอาทิตย์ ไม่ต่างจากคืนวันอันรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมัน คาดเดาว่ามันเป็นแบบนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถอนหายใจเบาๆ อาจจะซัก 30% ของการถอนหายใจปกติ ปิดหนังสือพิมพ์ พับเสื้อผ้าเก็บใส่ลิ้นชัก ชงกาแฟไปพร้อมๆ กับฟังเพลงเสนาะโสตเช่นเดิม หลังจากนั้นผมกลับมาเขียนบันทึกต่อ โดยมีถ้วยกาแฟอยู่ข้างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันพฤหัสบดี ผมร่วมรักกับแฟน เธอชอบใส่ผ้าปิดตาระหว่างการร่วมรัก เธอจะพกมันไว้ในกระเป๋าเสมอเพียงเพื่อจุดประสงค์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวกับผม แต่เธอก็ดูน่ารักดีตอนที่ใส่ผ้าปิดตา ผมไม่มีสิทธิ์คัดค้านในเรื่องนี้ เพราะท้ายที่สุด เราต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชน และแต่ละคนล้วนมีบางอย่างตกทอดมาจากที่ไหนซักแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้น่าจะเพียงพอสำหรับบทบันทึกของวันพฤหัสบดี เรื่องจริง 80% ที่เหลืออีก 20% เป็นความเห็นสั้นๆ นโยบายส่วนตัวในการเขียนบันทึกของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันศุกร์ ผมไปพบเพื่อนเก่าที่ร้านหนังสือกินซ่า เขาสวมเนกไทหลุดยุคพ้นสมัย หมายเลขโทรศัพท์เป็นสิ่งเดียวที่ปรากฏบนแถบริ้วพื้นหลัง—ผมเขียนมาถึงตรงนี้ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.&lt;br /&gt;การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียแดงในปี 1881&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่าย 2 โมง 36 นาทีตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง ผมคิดว่าอาจเป็นเธอ—เพื่อนสาวกับผ้าปิดตา—เธอจะมาหาผมทุกวันอาทิตย์ และก็มักจะโทร.มาก่อนเสมอ มันเป็นหน้าที่ของเธอสำหรับอาหารมื้อเย็น เย็นนี้เราเลือกหอยนางรมกระทะร้อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม มันเป็นเวลาบ่าย 2 โมง 36 นาทีตอนที่เสียงโทรศัพท์ดัง ผมวางนาฬิกาไว้ข้างๆ โทรศัพท์ ด้วยวิธีนี้ผมจึงเห็นนาฬิกาเสมอเวลาจะรับโทรศัพท์ เพราะฉะนั้น ผมจดจำเวลาได้แม่นยำสมบูรณ์แบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผมยกหูโทรศัพท์ สิ่งที่ได้ยินคือเสียงสายลมโหมกระหน่ำกึกก้องกัมปนาทราวกับอยู่ในสงครามของชาวอินเดียแดงในปี 1881 พวกเขาเผาทำลายที่พักของเหล่าผู้บุกเบิก ตัดสายโทรเลข ข่มขืนแคนดิช เบอร์เกน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฮัลโหล?” ผมรับสาย แต่เสียงโดดเดี่ยววังเวงของผมจมหายไปในความอึกทึกครึกโครมของประวัติศาสตร์ที่แผ่คลุมบดบัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฮัลโหล? ฮัลโหล?” ผมตะโกนส่งเสียง แต่ก็ไร้วี่แวว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หูของผมเริ่มรับไม่ไหว สิ่งที่พอจะจับความได้ฟังคล้ายเสียงแผ่วจางของหญิงสาวที่แหวกผ่านสายลม หรือมันอาจเป็นเสียงอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไร สายลมก็พัดกระหน่ำจนยากจะคาดเดา และผมเดาว่าไอ้ทุยหลายตัวน่าจะฟุบคาพื้นไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ได้แต่ยืนพร้อมแนบหูโทรศัพท์กับหู หนักหน่วงและรวดเร็ว ผมมุ่งสมาธิทุ่มเทไปที่หู ผมเกือบคิดว่ามันคงไม่มีทางไขปริศนาได้แล้ว หลังจากนั้นประมาณ 15-20 วินาที เสียงโทรศัพท์ก็ขาดหายราวกับชีวิตที่เลือนดับในวินาทีของการจู่โจม สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความเงียบอันกลวงเปล่าว่างโหวง ปราศจากความอบอุ่นเหมือนกางเกงในซีดจาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.&lt;br /&gt;การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ช่างหัวมัน ผมถอนหายใจอีกครั้ง และเริ่มเขียนบันทึกต่อไป ตั้งใจว่าจะทำให้ได้ดีกว่าแค่การบันทึกข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเสาร์ หน่วยรบติดอาวุธของฮิตเลอร์บุกโจมตีโปแลนด์ ทิ้งระเบิดใส่กรุงวอร์ซอว์—&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น การบุกโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน ปี 1939 ไม่ใช่เมื่อวานนี้ หลังจากมื้อเย็นของเมื่อวาน ผมไปดูเมอริล สตรีฟ ใน &lt;em&gt;Sophie’s Choise&lt;/em&gt; การบุกโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์เป็นเพียงเหตุการณ์ในหนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในหนัง เมอริล สตรีฟ หย่ากับดัสติน ฮอฟฟ์แมน หลังจากนั้นเธอก็พบกับวิศวกรที่แสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นีโร เธอแต่งงานใหม่กับเขา มันเป็นหนังที่น่าพอใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่นั่งข้างผมเป็นเด็กนักเรียน ม.ปลายสองคน ทั้งคู่สัมผัสหน้าท้องของกันและกันตลอดทั้งเรื่อง ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรอยู่แล้ว หน้าท้องของเด็กนักเรียน ม.ปลาย แม้แต่ผมก็เคยมีหน้าท้องของเด็กนักเรียน ม.ปลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4.&lt;br /&gt;และเขตแดนของสายลมโหมกระพือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเสร็จสิ้นการจัดเรียงเรื่องราวอันมีค่าของสัปดาห์ที่ผ่านมาลงในสมุดบันทึก ผมนั่งลงหน้าชั้นแผ่นเสียง เลือกเพลงสำหรับช่วงกลางวันของวันอาทิตย์ที่อบอวลไปด้วยสายลม ผมหยิบเซลโล่ คอนแชร์โตของโชสตาโควิช กับอัลบั้มของ Sly and the Family Stone ทั้งคู่น่าจะเหมาะกับวันที่สายลมโหมกระพือ ผมฟังเพลงทั้งสองชุดไล่เรียงต่อเนื่องกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสิ่งของถูกกราดกระหน่ำผ่านหน้าต่างอยู่เป็นระยะ กระดาษขาวลอยละลิ่วจากฟากตะวันตกมุ่งสู่ฟากตะวันออก เหมือนกับหมอผีกำลังทำพิธีเป่าเสกน้ำยาวิเศษต้มจากรากไม้และสมุนไพร ดีบุกบางยาวหักงอ เหมือนกับผู้กระตือรือร้นในรายละเอียดเรื่องเพศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกำลังชมทิวทัศน์ภายนอกพร้อมๆ กับเซลโล่ คอนแชร์โตของโชสตาโควิชเมื่อตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง นาฬิกาปลุกข้างโทรศัพท์บอกเวลา 15.48 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยกหูโทรศัพท์ เตรียมพร้อมสำหรับเสียงคำรามของเครื่องยนต์โบอิ้ง 747 แต่คราวนี้ไม่มีเสียงสายลมกรรโชกให้ได้ยิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฮัลโหล” เธอพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฮัลโหล” ผมพูดตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันกำลังมุ่งหน้าไปพร้อมกับเครื่องปรุงของหอยนางรมกระทะร้อน โอเค?” แฟนของผมบอก เธอกำลังเดินทางมาพร้อมกับข้าวของและผ้าปิดตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่มีปัญหา แต่—”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณมีหม้ออบหรือเปล่า?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มี แต่...” ผมตอบ “เกิดอะไรขึ้น ผมไม่ได้ยินเสียงลมอีกแล้ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใช่ ลมหยุดแล้ว ที่นากาโน มันหยุดพัดไปเมื่อตอนบ่าย 3 โมง 25 นาที ฉันคิดว่าที่นั่นก็คงจะหยุดในไม่ช้านี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น่าจะอย่างนั้น” ผมตอบก่อนวางหูโทรศัพท์ จากนั้นจึงหยิบหม้ออบลงมาจากชั้นเก็บของและล้างมันในอ่างล้างจาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นดั่งที่เธอทำนายเอาไว้ สายลมจากไปเมื่อเวลา 16.05 น. ผมเปิดหน้าต่างและมองออกไปข้างนอก หมาสีดำกำลังจดจ่อดมกลิ่นพื้นดินอยู่ข้างล่าง ผ่านไป 15-20 นาที เจ้าหมายังไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายเมื่อยล้าให้เห็น ผมนึกไม่ออกว่าทำไมมันถึงมุ่งมั่นตั้งใจได้ขนาดนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกเว้นเรื่องนี้ โลกยังคงหมุนเคลื่อนไปไม่ต่างจากเมื่อตอนที่สายลมเริ่มพัด ต้นสนหิมาลายันกับเกาลัดยังตั้งตรงอยู่ตรงนั้น วางเฉยเย็นชาราวกับไม่เคยมีอะไรพัดผ่าน เสื้อผ้ายังแขวนห้อยอยู่กับราวตากผ้าพลาสติก นกกากระพือปีกอยู่บนเสาโทรศัพท์ จงอยปากมันวาวราวบัตรเครดิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างนี้ แฟนของผมก็มาถึงและเริ่มเตรียมอาหาร เธออยู่ในครัว ล้างหอยนางรม หั่นกะหล่ำปลีจีนคล่องแคล่ว เตรียมโตฟูด้วยความปราณีต ต้มน้ำซุป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถามว่าเธอโทร.มาเมื่อ 14.36 น. หรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันโทร.มา” เธอตอบขณะกำลังซาวข้าวในหม้อกรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” ผมบอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใช่ ลมพัดน่ากลัวมาก” เธอบอกข้อมูลความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมหยิบเบียร์จากตู้เย็นและนั่งลงจิบที่ขอบโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่... ทำไมอยู่ดีๆ สายลมก็พัดกระหน่ำ แล้วก็พัดอีกครั้ง อะไรแบบนั้น มันไม่มีอะไรจริงๆ หรือ?” ผมสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะให้ฉันตอบคุณยังไง” เธอบอก หันมาเผชิญหน้ากับผมขณะที่มือกำลังแกะเปลือกกุ้ง “มีตั้งหลายเรื่องที่เราไม่รู้เกี่ยวกับลม เช่นเดียวกับมีอีกตั้งหลายเรื่องที่เราไม่รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคโบราณ หรือมะเร็ง หรือพื้นมหาสมุทร หรืออวกาศ หรือเซ็กซ์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อืมม” ผมคราง มันไม่มีคำตอบ ดูเหมือนโอกาสจะเหลือไม่มากนักสำหรับการสานต่อบทสนทนาบทนี้กับเธอ ดังนั้น ผมจึงนิ่งเงียบ เฝ้ามองกระบวนการทำหอยนางรมกระทะร้อนต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้างั้น ผมขอจับหน้าท้องคุณได้ไหม?” ผมถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาไว้วันหลัง” เธอตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดหอยนางรมกระทะร้อนก็เสร็จเรียบร้อย ผมตัดสินใจประมวลเหตุการณ์ประจำวันอย่างย่อ เตรียมพร้อมสำหรับการเขียนบันทึกในสัปดาห์หน้า นี่คือสิ่งที่ผมจดเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;· การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน&lt;br /&gt;· การลุกขึ้นสู้ของชาวอินเดียนแดงในปี 1881&lt;br /&gt;· การโจมตีโปแลนด์ของฮิตเลอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงเท่านี้ สัปดาห์หน้าผมก็จะสามารถบอกได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้บ้างอย่าง ถูกต้องแม่นยำด้วยระบบอันละเอียดรอบคอบของผม ผมเขียนบันทึกมา 22 ปีโดยไม่พลาดแม้ซักวัน เก็บทุกรายละเอียดของทุกการกระทำทรงความหมายด้วยระบบของผมเอง ไม่ว่าจะมีสายลมหรือไม่ก็ตาม นั่นคือวิถีชีวิตของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หมายเหตุ:&lt;/strong&gt; ผู้อ่านท่านใดที่มีต้นฉบับภาษาอังกฤษของเรื่องสั้นเรื่องนี้ จะเป็นพระคุณอย่างสูงหากจะช่วยตรวจทานและเสนอแนะความหมายที่ถูกต้องและเหมาะสมกว่าที่ผมได้แปลไว้ เพราะมีหลายคำและหลายประโยคที่ผมจนปัญญาจะแปลออกมาได้ตรง (ทั้งตามตัวอักษรและอารมณ์ความรู้สึก) ตามต้นฉบับภาษาอังกฤษครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-114708124660771341?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/114708124660771341/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=114708124660771341&amp;isPopup=true' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114708124660771341'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114708124660771341'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/05/1881-fall-of-roman-empire-1881-indian.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114663710886618972</id><published>2006-05-03T13:14:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.170+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/ni-thi.jpg" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;เมื่อต้องอยู่กับความยุ่ง ใน "ความยุ่งของการอยู่"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านที่ผมเกิดอยู่ริมแม่น้ำ ทุกๆ วันผมจะเห็นเรือบรรทุกข้าวเปลือกผูกต่อติดกันเป็นแถวยาวค่อยๆ แล่นผ่านหน้าบ้านเพื่อส่งข้าวเข้ากรุงเทพฯ แต่ละลำบรรจุข้าวเปลือกเต็มท้องเรือจนดูเหมือนไม่น่าจะลอยอยู่บนน้ำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนแถวบ้านผมเรียกมันว่า 'เรือโยง' จากลักษณะที่มีหลายๆ ลำผูกติดกันเรียงเป็นแถว โดยมีเรือยนต์ลำเล็กๆ ทำหน้าที่ลากเรือบรรทุกข้าวสารทั้งแถวเดินทางไปบนสายน้ำ เหมือนคนตัวผอมแต่แข็งแรงกำลังฉุดลากคนตัวอ้วนแถมยังขี้เกียจออกเดินทางไปด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรือบรรทุกข้าวสารแต่ละลำคือ 'บ้าน' ของหนึ่งครอบครัว ท้ายเรือคือที่อยู่ ที่กิน ที่นั่งเล่นของคนในบ้าน พวกเขาออกเดินทางไปพร้อมกับเรือและแวะพักตามท่าข้าวหรือโรงสีที่เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ ผมยังจำได้ว่าเคยแอบได้ยินชาวเรือคนหนึ่งคุยกับน้าชายว่า เขาได้ยินเสียงลูกกระสุนปืนตกเกรียวกราวบนหลังคาเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงที่เรือของเขาเข้ากรุงเทพฯพอดี ได้ยินแบบนั้นผมก็อิจฉาชาวเรือขึ้นมาจับใจ เพราะอยากเข้าไปเห็นกรุงเทพฯกับเขาบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เล่าเรื่องเรือโยงขึ้นมาก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่คิดไปเล่นๆ ว่าคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเรือ มีโอกาสเหยียบพื้นดินน้อยกว่าแหวกว่ายอยู่ในพื้นน้ำ แต่ละวันได้นั่งมองทัศนียภาพสองข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มีโอกาสไปแวะพักที่จุดโน้นจุดนี้ และอาจจะตกปลาเก่งกว่าเตะฟุตบอล เขาจะมี 'ความยุ่งของการอยู่' เหมือนหรือต่างกับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนบกอย่างไร&lt;a id="more-354"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เรื่องยุ่งๆ ของชีวิต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'ชีวิต' อาจมีองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งคือ 'ความยุ่ง' ยิ่งชีวิตในเมืองด้วยแล้ว ก็ดูเหมือนความยุ่งจะเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตมากเกินจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น ความยุ่งกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการสร้างรอยร้าวให้กับสัมพันธภาพระหว่างคน คู่รักสามารถหมดรักกันได้เพราะความยุ่ง ครอบครัวอาจแตกสลายได้เพราะความยุ่ง และชีวิตของคนคนหนึ่งก็อาจล้มเหลวได้เพราะความยุ่ง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเมื่อคนยุ่งๆ มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันแล้ว มันจะยิ่งยุ่งแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ความยุ่งของการอยู่&lt;/em&gt; หนังสือรวมบทความเล่มล่าสุดจาก &lt;em&gt;มติชนสุดสัปดาห์&lt;/em&gt; ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ จะช่วยอธิบายความยุ่งในสังคมยุ่งๆ แบบสังคมไทย (ทั้งในเมือง ชานเมือง และนอกเมือง) ซึ่งรวมเอาคนยุ่งๆ มาไว้ด้วยกันเป็นจำนวนมาก เพื่อทำให้เรา—ซึ่งกำลังยุ่ง—เข้าใจความยุ่งที่กำลังพบเจอ และสามารถ 'อยู่' กับความยุ่งได้อย่างสะดวกกายสบายใจมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความทั้ง 19 ชิ้น คือการฉายภาพปรากฏการณ์หลากหลายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแง่มุมของอาจารย์นิธิ การจะทำความเข้าใจสาเหตุและคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องมีข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และการปรับเปลี่ยนโลกทรรศน์ที่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งรายการคุยข่าวและสื่อส่วนใหญ่ไม่สามารถให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลและปรับเปลี่ยนได้ในชั่วพริบตา บทความของอาจารย์นิธิทำให้เราตระหนักว่าเบื้องหลังของแต่ละปรากฏการณ์ที่เกิดนั้นกว้างและลึกกว่ารายงานข่าวบนหน้ากระดาษหรือบทสนทนาของพิธีกร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสนอให้แก้กฎหมายเพื่อให้สิทธิแก่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเลือกใช้นามสกุลของสามีหรือของตนเองก็ได้จึงแทบจะหมดความหมาย เมื่อนามสกุลแทบจะหมดหน้าที่ทางสังคม และไม่สามารถแทนที่ ‘วงศ์’ (Lineage) หรือ ‘ผี’ ที่เคยทำหน้าที่หลายอย่างทางสังคมมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นอกจากไม่มีความสามารถแทนที่ผีแล้ว ยังดูเหมือนไม่มีหน้าที่อะไรอีกเลย นอกจากทำให้รัฐเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถูกต้องเท่านั้น” (นามสกุล, หน้า 7)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอยู่ก่อนแต่งจึงแยกไม่ออกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสถาบันการสมรสในสังคมไทย และการลำเลิกวัฒนธรรมเก่าของไทยว่าลูกผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัวก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับสังคมไทย ทำให้เรามองการสมรสจากฐานของปัจเจกบุคคลไปตลอดสาย คือนับตั้งแต่การเลือกคู่ไปจนถึงการตั้งครอบครัว ระบบเศรษฐกิจและสังคมก็เอื้อที่จะให้ใช้ฐานของปัจเจกบุคคลเสียด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความมั่นคงของสถาบันการสมรสในปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับคนสองคนจะช่วยกันประคับประคองไว้ได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่แล้วสังคมไทยเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงของสถาบันการสมรสเช่นนี้ไว้อย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมคิดว่าแทบจะไม่มีเลย” (อยู่ก่อนแต่ง, หน้า 23-24)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วงเหล้าจึงเป็น ‘พื้นที่’ ใหม่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคมของคนในบ้านเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อันที่จริงไม่เฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้นที่ขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคม คนในเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือเมืองใหญ่ก็ขาด ‘พื้นที่’ ทางสังคมเหมือนกัน เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ‘พื้นที่’ เก่าถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ แต่เราไม่คิดจะสร้าง ‘พื้นที่’ ใหม่สำหรับวิถีชีวิตใหม่ หรือไม่คิดจะปรับ ‘พื้นที่’ เก่าให้สามารถรับใช้ชีวิตใหม่ได้&lt;br /&gt;“ขาด ‘พื้นที่’ ก็อึดอัดสิครับ คนไทยทั้งประเทศเวลานี้อึดอัดเต็มทนในการที่ต้องอยู่กับตัวเองคนเดียว” (พื้นที่ในหมู่บ้าน, หน้า 57)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลสำรวจคนกรุงเทพฯที่เห็นด้วยกับการใช้กฎกระทรวงว่าด้วยฟิล์มติดรถยนต์ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ จึงสะท้อนถึง ‘วัฒนธรรมความกลัว’ ของคนในเมืองซึ่งไม่มีการสร้างกลไกสำหรับดูแลความปลอดภัยของชีวิต และที่สร้างไว้แล้วก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เช่น เราไม่มีชุมชนในเขตเมืองที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการดูแลป้องกันอาชญากรรมร่วมกัน เราแทบไม่มีพื้นที่สาธารณะที่คนใช้ร่วมกันเลยด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พื้นที่นอกบ้านจึงมัก ‘เปลี่ยว’ เสมอ ถึงมีคนอยู่เต็มก็ยัง ‘เปลี่ยว’ อยู่นั่นเอง เพราะไม่มีใครสนใจใคร เนื่องจากไม่เคยชินกับการมีชีวิตในพื้นที่สาธารณะ” (มืดๆ ดำๆ ที่น่ากลัว, หน้า 83)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกวาดถนนในหมู่บ้านจัดสรร ชาวสลัม แม่ค้าบนทางเท้า กรรมกรก่อสร้าง ฯลฯ ที่เป็นคนไม่เต็มคนในสำนึกของคนยุคปัจจุบัน จึงเป็นผลพวงของการขูดรีดในระบบทุนนิยมและการเอารัดเอาเปรียบในสังคมเมือง ซึ่งใช้แรงงานคนอื่นผ่านการจ้างด้วยเงินตรา อันปราศจากความสัมพันธ์ส่วนตัวและสามารถทำให้เกิดความสลับซับซ้อนของการจ้างได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อันที่จริงไม่แต่เฉพาะคนเล็กๆ ในเมืองเท่านั้น ที่ถูกทำให้กลายเป็นคนไม่เต็มคน คนชั้นกลางเองก็ใช่ว่าจะหลุดรอดจากชะตากรรมอันนี้ การบริหารงานของบริษัทใหญ่ๆ เช่น บริษัทข้ามชาติในทุกวันนี้ก็มองพนักงานของตนเองอย่างไม่ใช่คนเต็มคนเหมือนกัน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในบริษัทถูกลดให้เหลือเพียงปัจจัยไม่กี่อย่าง นั่นก็คือเงินและตำแหน่งสำหรับแลกกับสมรรถภาพและประสิทธิผลในงาน จบเท่านั้นเอง ไม่มีมิติอื่นๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เหลืออยู่อีกเลย” (กูก็คน, หน้า 95)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“โอ้ว่านกเขาคู” กับชีวิตที่ดีของนิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงนกเขากู่ขันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีสำหรับชาวจะนะ และถ้าหากวันหนึ่งวันใดเสียงกู่ขันของพวกมันเงียบหายหรือแปลกแปร่งไปจากเดิม ส่วนประกอบของชีวิตที่ดีสำหรับพวกเขาก็คงบิดเบี้ยว และมันอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่ดีอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประกอบของชีวิตที่ดีสำหรับชาวปากมูลคือการได้ออกเรือหาปลาในสายน้ำที่พวกเขาคุ้นเคยมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ด้วยภูมิปัญญาในการหาปลาที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงการได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางสังคมและประเพณีพิธีกรรมท้องถิ่นอันเกี่ยวเนื่องกับการจับปลาแบบปากมูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตที่ดีเหล่านี้ไม่มีในแบบเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่มีความหมายสำหรับนักพัฒนาของรัฐ และไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขสำหรับจ่ายค่าชดเชย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน อ่างเก็บน้ำ โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ ฯลฯ ได้รับการโหมประโคมว่าจะนำชีวิตที่ดีมาสู่คนส่วนใหญ่ และรัฐก็สามารถจะเอาค้อนไปทุบหัวใครก็ได้ที่คัดค้าน ในนามของชีวิตที่ดีสำหรับคนจำนวนมากกว่า และกล่าวประณามคนจำนวนน้อยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเห็นแก่ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐจึงยังดำเนินต่อไป แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลายเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เสียงนกเขาที่คูได้ไพเราะนั้น ไม่ได้ขึ้นกับคอของนกเขาอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหูของคนฟังด้วย หูที่จะได้ยินความไพเราะของเสียงนกเขานั้น ต้องเป็นหูที่อยู่ใต้ท้องฟ้าใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ จิตใจเบิกบาน และมีความสบายใจท่ามกลางวิถีชีวิตที่ตนเองคุ้นเคย ท่ามกลางความสัมพันธ์ทาสังคมที่ตนเองพอใจและเป็นสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความไพเราะของเสียงนกเขาเกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ไม่ใช่มนุษย์ล้วนๆ และไม่ใช่ธรรมชาติล้วนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าสิ่งที่เขาหวงแหนมีความหมายกว้างถึงเพียงนี้ มีเหตุผลหรือไม่ที่เขาจะต่อต้านโครงการใหญ่ๆ ที่ทำลายวัฒนธรรมของเขา เสียงคูของนกเขาเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของวัฒนธรรมนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่เพราะวัฒนธรรมที่แตกต่าง จึงยากที่คนในเมืองจะเข้าใจสัญลักษณ์ที่ชาวบ้านใช้ในการสื่อถึงวัฒนธรรมได้ ในขณะเดียวกันก็ยากแก่ชาวบ้านที่จะใช้วัฒนธรรมของคนเมือง เพื่อสื่อคุณค่าและอุดมคติชีวิตที่คนเมืองมองไม่เห็นได้” (โอ้ว่านกเขาคู, หน้า 101)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เผยแพร่ครั้งแรก:&lt;/strong&gt; คอลัมน์ open through ใน &lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-114663710886618972?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/114663710886618972/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=114663710886618972&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114663710886618972'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114663710886618972'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/05/2535-19-lineage-7-23-24-57-60-70-83-95.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114638289610457333</id><published>2006-04-30T14:37:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.094+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/4683/1882/320/Resize%20of%20china-japan.jpg" border="0" /&gt;&lt;strong&gt;จีน-ญี่ปุ่น: ขั้วอำนาจ ขั้วความขัดแย้ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 ข่าวการเดินขบวนต่อต้านญี่ปุ่นในหลายเมืองใหญ่ของจีนแพร่กระจายไปทั่วโลก หลังจากญี่ปุ่นประกาศเจตนารมณ์ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ชาวจีนนับหมื่นคนในเมืองเชิงตู มณฑลซือชวน ออกมาคัดค้านการประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวของญี่ปุ่น ผู้ประท้วงส่วนหนึ่งทุบทำลายซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งที่มีชาวญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ ที่เมืองกวางโจว เมืองซงชิง และเมืองทางใต้ของจังหวัดเซินเจิน มีชาวจีนจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปทำลายข้าวของในห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารของชาวญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนจีนยังรายงานว่า มีชาวจีนประมาณ 20 ล้านคนร่วมลงชื่อในอินเตอร์เน็ตเพื่อคัดค้านการประกาศเจตนารมณ์ของญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;a id="more-200"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สัปดาห์ต่อมา กระแสต่อต้านญี่ปุ่นของชาวจีนก็ปะทุขึ้นอีก เมื่อกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นอนุมัติให้ใช้ตำราเรียนในระดับชั้นมัธยมซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นในการกลบเกลื่อนความโหดร้ายทารุณของทหารญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวจีนในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่งเมืองหลวงของจีน มีชาวจีนกว่าหมื่นคนเดินขบวนไปยังสถานทูตและที่พำนักของเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ก่อนจะขว้างปาก้อนหินและทุบทำลายสถานที่ดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ก็เกิดการเดินขบวนต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นอีกครั้งที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกรองจากนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ชาวจีนนับหมื่นคนเดินขบวนพร้อมตะโกนถ้อยคำด่าว่าญี่ปุ่นอย่างรุนแรง มีการทุบทำลายรถยนต์และภัตตาคารในย่านศูนย์กลางทางการเงินบนถนนสายที่มุ่งหน้าไปยังสถานกงสุลญี่ปุ่นในนครเซี่ยงไฮ้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนต่อมา รองนายกรัฐมนตรี วู อี ในฐานะทูตสันถวไมตรีเพื่อช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดีขึ้น ก็ยกเลิกกำหนดการนัดพบกับนายกรัฐมนตรี จุนอิจิโระ โคอิสุมิ และเดินทางกลับประเทศจีนอย่างกะทันหัน หลังจากที่โคอิสุมิปฏิเสธที่จะยกเลิกการเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิ ซึ่งจีนมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิทหารนิยมในอดีตของญี่ปุ่น โดยเขากล่าวในที่ประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นว่า ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย “ต้องไม่เข้ามาก้าวก่าย” ในเรื่องภายในของญี่ปุ่น ด้วยการประณามการเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิประจำปีของโคอิสุมินับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้การเดินทางไปเยือนกันและกันของผู้นำทั้งสองประเทศต้องระงับไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 และทั้งรองนายกรัฐมนตรี วู อี รวมถึงประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ต่างยืนยันว่า การไปสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์กับจีนความขัดแย้งดังกล่าว เป็นเพียงปลายทางของสายป่านที่ผูกโยงเรื่องราวอันยาวนานของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ที่แม้กระทั่งผู้นำของทั้งสองฝ่ายก็คงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสายป่านเส้นนี้จะทอดยาวไปสู่สถานการณ์ใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันจีนและญี่ปุ่นเป็นสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในเวลาเดียวกัน นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี ค.ศ. 1972&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองของทั้งสองประเทศจะยังคงมีปัญหา แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากกว่า จนทำให้ผู้นำของทั้งสองฝ่ายไม่อาจตัดสินใจทำอะไรโดยวู่วาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินนโยบาย ‘แยกการเมืองออกจากเศรษฐกิจ’ กับจีนมาตั้งแต่ถูกสหรัฐอเมริกากดดันให้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลไต้หวันเมื่อต้นทศวรรษ 1950 ในฐานะที่รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวแทนของประเทศจีน โดยญี่ปุ่นยอมค้าขายกับจีนโดยมีข้อแม้ว่าการค้านั้นกระทำกันอย่างไม่เป็นทางการ และไม่ได้เป็นการแสดงถึงการยอมรับรัฐบาลปักกิ่ง ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ทำการค้ากับทั้งจีนปักกิ่งและจีนไต้หวัน ส่วนจีนก็ต้องการใช้การค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยหวังว่าเมื่อญี่ปุ่นเห็นถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ญี่ปุ่นจะขยายการติดต่อทางการค้ากับจีนมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองอยู่เป็นระยะๆ แต่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ปริมาณการค้าและการลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง และในปี ค.ศ. 2004 ปริมาณการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับญี่ปุ่นก็มีมูลค่าถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ&lt;br /&gt;ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 จีนก็กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยค้ำยันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ให้ง่อนแง่นโอนเอนจนเกินเยียวยา แต่นั่นก็อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า มรดกตกทอดของความขัดแย้งที่ดำเนินมานับตั้งแต่อดีตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็ต้องได้รับการดูแลแก้ไขไปด้วยพร้อมๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีประเด็นปัญหาสำคัญอีก 5 ประเด็นที่ผู้นำของทั้งสองประเทศจำเป็นต้องพิจารณา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. มรดกตกทอดจากการรุกรานจีนของญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจีนถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ในทัศนะของจีน ญี่ปุ่นยังไม่ได้ทำการขอโทษและแสดงความสำนึกผิดในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้นำญี่ปุ่นในบางครั้งก็ทำให้จีนและประเทศเพื่อนบ้านไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นจะสำนึกผิดอย่างแท้จริง หรือกล่าวคำขอโทษด้วยความจริงใจ และจากผลการสำรวจความคิดเห็นซึ่งทำโดยหนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1995 พบว่า ชาวจีนจำนวน 48.6% เห็นว่าการกระทำของทหารญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2005 ก็ยังคงยืนยันว่าชาวจีนจำนวนมากยังมีทัศนคติต่อเรื่องนี้ไม่เปลี่ยนไปจากเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ปัญหาไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลจีนยังคงอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือไต้หวันและขู่ว่าจะใช้กำลังหากไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ แต่ในญี่ปุ่นก็ยังมีการถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายของญี่ปุ่นที่จะมีต่อไต้หวัน ถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นที่ทำโดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะพบว่าชาวญี่ปุ่น 58% “ไม่มีความรู้สึกเป็นมิตรต่อจีน” และญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวไปเยือนไต้หวันมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับสองในไต้หวันรองจากสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากสำหรับการแสดงท่าทีของญี่ปุ่นต่อไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลจีนจับตามองอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ข้อพิพาททางดินแดนเหนือหมู่เกาะ ‘เซนกากุ’ ในภาษาญี่ปุ่นหรือ ‘เตียวหยู’ ในภาษาจีน และบริเวณทะเลจีนตะวันออก ในกรณีแรก ญี่ปุ่นสามารถทำข้อตกลงกับจีนเรื่องการสถาปนา ‘เขตจัดการร่วมกัน’ ซึ่งอนุญาตให้มีการทำประมงในพื้นที่กว้าง 200 ไมล์ได้ทั้งสองประเทศและร่วมมือกันในการใช้ทรัพยากรบริเวณดังกล่าว อันเป็นการยุติปัญหาไปได้ (ชั่วคราว?) แต่ในกรณีหลัง พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็น ‘ทะเลแห่งความขัดแย้ง’ ด้วยทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน แต่ในที่สุด ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องหันหน้ามาเจรจากันตามข้อเสนอของญี่ปุ่นเมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2005&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่มากนัก ตราบใดที่ประชาคมโลกยังไม่กดดันญี่ปุ่นให้ต้องร่วมมือในการวิพากษ์วิจารณ์และใช้มาตรการในทางลบกับจีนต่อกรณีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน โดยผู้นำญี่ปุ่นแสดงท่าทีเห็นด้วยกับจุดยืนของรัฐบาลจีนที่ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายในของแต่ละประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ปัญหาความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคง แม้ว่านับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี ค.ศ. 2005 ญี่ปุ่นกับจีนจะยังไม่มีการเผชิญหน้ากันทางด้านการทหาร ยกเว้นเหตุการณ์ที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ของจีนแล่นเข้ามาในน่านน้ำของญี่ปุ่นและกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้ทำการสกัดกั้นเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม ความหวาดระแวงระหว่างทั้งสองประเทศก็ยังคงดำรงอยู่ การปรับปรุงพัฒนากองทัพของแต่ละฝ่ายส่งผลต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะจีนที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมาก ทำให้สามารถเพิ่มงบประมาณทางการทหารได้อย่างรวดเร็ว ความหวาดระแวงดังกล่าวจะอยู่คู่กับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสืบไปเสมือนไร้ที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;จีน-ญี่ปุ่น: ประวัติศาสตร์เบื้องหลังความขัดแย้งของสองมหาอำนาจ และนัยต่อภูมิภาคเอเชียในศตวรรษที่ 21&lt;/em&gt; เป็นการพยายามวิเคราะห์พัฒนาการของความสัมพันธ์ที่ราบรื่นบ้าง กระท่อนกระแท่นบ้าง ของสองมหาอำนาจคู่นี้ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง รวมถึงการพิจารณาปัจจัยสำคัญๆ ที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสอง โดย รศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชะตากรรมของภูมิภาคเอเชีย ส่วนหนึ่งถูกกำหนดโดยบทบาทของสองประเทศมหาอำนาจคู่นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความขัดแย้งหรือความร่วมมือกันระหว่างสองประเทศนี้จึงเป็นเรื่องที่ชาวเอเชียควรเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เผยแพร่ครั้งแรก:&lt;/strong&gt; คอลัมน์ open through ใน&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;a href="http://www.onopen.com"&gt;&lt;strong&gt;www.onopen.com&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-114638289610457333?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/114638289610457333/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=114638289610457333&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114638289610457333'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114638289610457333'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/04/blog-post.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114291909574612857</id><published>2006-03-21T12:24:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:30.028+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;ขออนุญาตแทรกความบังเอิญนี้ไปถึง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- สารจากสมาชิก -&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Oh my word, what does it mean&lt;br /&gt;Is it love or is it me&lt;br /&gt;That makes me change so suddenly?&lt;br /&gt;Looking out, feeling free&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Sit here lying in my bed&lt;br /&gt;Wondering what it was I'd said&lt;br /&gt;That made me think I'd lost my head&lt;br /&gt;When I knew I lost my heart instead.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Won't you please read my signs, be a gypsy.&lt;br /&gt;Tell me what I hope to find deep within me.&lt;br /&gt;Because you can find my mind, please be with me.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงโทรศัพท์สอดแทรกจากระเบียงข้างๆ หญิงสาวเสียงสดใส กลิ่นโคโลญจน์ไม่เปลี่ยน อาหารเย็นตกค้าง ชัดเจนเพียงผนังคอนกรีตกั้น บทสนทนาคล้ายกำลังซ้อมบทละครหน้ากระจก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่ำคืนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อาหารเพื่อสุขภาพยังคงอยู่ เน้นย้ำและยังยืนยันอย่างหนักแน่น "ชีวิตมีความสุข จึงต้องยืดเวลาออกไป" เวลา 02.30 น. เช่นนี้หลายคนคงอยากยืดเวลามันออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาแห่งความสุขกลายเป็นสิ่งที่หลายคนหวงแหน ความตายเป็นภาคตรงข้าม มิใช่กลัวการดับสูญหรือแปรสภาพ เพียงแค่ไม่แน่ใจว่าข้างหน้าจะมีอะไรที่สวยงามพอให้ไขว่ขว้าหรือเปล่า หากลมหายใจที่หมุนเวียนอยู่ ความสุขนั้นเลือนลาง ความทุกข์สิกดทับ หนักหนาราวกับแบกภาระของเวลาไว้ ก็ผูกร้อยตนเองกับอากาศแล้วให้โลกกระชากหัวใจสู่เบื้องล่าง ทิ้งความตายไว้เป็นข้อมูลเผื่อการไต่สวนของโชคชะตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำนองดนตรีสดใสบรรเลง เสียงน้ำจากฝักบัวลงพื้น กลิ่นชาวเวอร์ ครีมบางๆ แทนที่ เนื้อเพลงสร้างสรรค์ มีเธอจึงมีฉัน ความสุขไม่มีวันหล่นหาย น่าทะนุถนอมเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานเกินบุหรี่สองม้วน เสียงน้ำจากฝักบัวยุติลง แสงนีออนในห้องฉายภาพผ่านผนังตึกตรงข้าม คุณภาพไม่ถึงกับแผ่นฟิล์ม แต่ก็แยกขาวดำพอให้เห็นรูปร่างถนัด ไม่อาจระบุชัดเจนได้ เพียงการแปรงผมยาว หมุนวนกับบราเซียร์และกระโปรงสั้น เธอหายไปจากจอภาพ ไม่นานเมื่อเพลงที่สี่จบลง "กอดฉันไว้ในอ้อมแขนนานๆ ทุกวินาทีช่างอ่อนหวาน" ดวงไฟในห้องดับสนิท เสียงประตูปิดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลิ่นชาวเวอร์ ครีมแผ่วบาง กลมกลืนไปกับความมืด ไม่มีประโยชน์อันใดกับอาหารเพื่อสุขภาพและทางด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะมีสายรุ้งที่ทอดยาวด้วยแสงดาวในค่ำคืนครั้งนี้บ้างไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขออนุญาตแทรกความบังเอิญนี้ไปถึง.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/19718295-114291909574612857?l=ksamphan.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ksamphan.blogspot.com/feeds/114291909574612857/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=19718295&amp;postID=114291909574612857&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114291909574612857'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/19718295/posts/default/114291909574612857'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ksamphan.blogspot.com/2006/03/oh-my-word-what-does-it-mean-is-it.html' title=''/><author><name>K. Samphan</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16322702431215870717</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-19718295.post-114239618811250113</id><published>2006-03-15T11:13:00.000+07:00</published><updated>2006-10-11T12:00:29.959+07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;strong&gt;An Introduction to Dazzling Heart&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;- สารจากสมาชิก -&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงฟังได้ ถ้าตายเพื่อไปอยู่ในความทรงจำ หากเป็นความทรงจำใส่กระป๋องและรอวันหมดอายุ ทิ้งไ
